การขายหนังสือในยุคออฟไลน์

ย้อนกลับไปในอดีต Borders เป็นเชนร้านหนังสือสัญชาติอเมริกันที่ข้ามฝั่งมาเปิดเชนร้านหนังสือของตัวเองบนเกาะอังกฤษด้วย โดยนำลักษณะเด่นคือมีมุมกาแฟในร้านด้วย

ส่วนมากคนที่ซื้อหนังสืออ่านจะเป็นลูกค้ากลุ่มที่มีอำนาจซื้อและมีการศึกษา หากมองในแง่รายได้ต่อเดือนในครอบครัวก็คือกลุ่ม Socioeconomic group ABC ซึ่งร้านหนังสือต่าง ๆ พยายามแย่งชิงกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้กันอย่างมาก ขณะเดียวกันลูกค้ากลุ่มดังกล่าวมีความพึงพอใจที่จะจิบกาแฟ นั่งอ่านหนังสือ นั่งคุยกันค่อนข้างมาก ดังนั้นเหตุและผลที่นำร้านกาแฟกับหนังสือมารวมกัน จึงส่งผลดีอย่างมาก

เป็นการแสดงออกที่ชัดเจนถึง “lifestyle retailing” รวมทั้งการทำให้ร้านหนังสือกลายเป็น “Third place” หรือสถานที่ที่มีความสำคัญในชีวิตนอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน

หลังจากที่ Borders นำกระแสเปิดมุมกาแฟในร้านหนังสือ ไม่นานหลังจากนั้น เชนร้านหนังสือใหญ่อื่น ๆ ก็ปรับตัวทำตามกันจนไม่เหลือความแตกต่างอย่างแต่ก่อน

และกระแสหลังจากนั้นก็คือ การฉีกตัวเองออกไปจากการขายหนังสือแต่ในร้านหนังสือ 

นั่นคือ การขายหนังสือตามสวนสาธารณะ สถานีรถไฟ ซูเปอร์มาเก็ต ซึ่งที่มาแรงที่สุดและดึงส่วนแบ่งการตลาดไปจากร้านหนังสือทั่วไปมากที่สุด ก็คือมุมหนังสือในซูเปอร์มาเก็ต

หลังจากที่ข้อตกลง Net Book Agreement 1995 ซึ่งมีไว้เพื่อป้องกันการขายหนังสือตัดราคากันถูกยกเลิกไป การขายหนังสือจึงเบนเข็มมาสู่การแข่งขันกันลดราคาเพื่อดึงดูดใจลูกค้า และการได้มาซึ่งส่วนลดเพื่อเป็นแต้มต่อในการขายนั้น ก็เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์และผู้ขายแต่ละราย อำนาจต่อรองในการซื้อของผู้ขายแต่ละรายไม่เท่ากัน  ดังนั้นใครที่ได้ส่วนลดมากกว่ารายอื่นก็สามารถนำไปเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบ 

ขณะเดียวกันการใช้การลดราคาเป็นกลยุทธ์นำหน้าการขายหนังสือ ส่งผลให้ร้านหนังสือต่าง ๆ หันมาสต็อกหนังสือขายดีมากขึ้น ตัดหนังสือที่ไม่ค่อยได้ขายออกไป ความหลากหลายของหนังสือที่ร้านมีให้ผู้อ่านเลือกซื้อเลือกหาก็ลดลงไป…

ปัจจุบันเชนร้านหนังสือ Borders ได้ปิดกิจการไปแล้ว (ถูกฟ้องล้มละลาย )

ร้านหนังสือตามสั่ง รับสั่งหนังสือต่างประเทศและสินค้าจากทั่วโลก ส่งถึงบ้านต่างจังหวัด Tel : 08-5464-1644 | line id : @herothailand.com

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here