กดฟังบทความ

วันนี้เราจะลองไปดูกันที่ขั้วโลกเหนือเน้อเจ้าาาาาา ส่วนในโอกาสต่อไป เราค่อยไปดูขั้วโลกต่าย กันนะครับ

ขั้วโลกเหนืออยู่ที่ไหน ?

An azimuthal projection showing the Arctic Ocean and the North Pole. The map also shows the 75th parallel north and 60th parallel north. Sources :Wikipedia

ขั้วโลกเหนือ (อังกฤษ: North Pole) หรือ ขั้วโลกเหนือภูมิศาสตร์ (อังกฤษ: Geographical North Pole) เป็นจุดบนผิวโลกในซีกโลกเหนือที่ตั้งฉากกับแกนหมุนของโลก ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรอาร์คติกซึ่งมักจะถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่มีความหนา 2-3 เมตร มหาสมุทรอาร์คติกนี้มีความลึกราว 4 กิโลเมตร แผ่นดินที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือมากที่สุดก็คือเขตนูนาวุตซึ่งเป็นดินแดนที่ใหญ่ที่สุดและใหม่ที่สุดของแคนาดา เพิ่งแยกออกมาอย่างเป็นทางการจากนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์ เมื่อวันที่ 1 เมษายนน ค.ศ. 1999


แต่ในบทความนี้ เราไม่ได้เน้นเรื่องเกี่ยวกับขั้วโลกเหนือ แต่เราพุ่งความสนใจไปยังพื้นที่ที่อยู่รอบขั้วโลกเหนือซึ่งเรียกว่าเขตอาร์คติก 

การพยายามหาว่าเขตแดนของอาร์คติกเริ่มต้นจากที่ไหนและไปจบลงที่ตรงไหนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่ละประเทศก็มีนิยามของตนเอง ตามความเข้าใจแต่เดิมระบุว่าอาร์คติกคือพื้นที่ที่อยู่เหนือเส้นขนานที่ 60 องศาเหนือขึ้นไป ถ้ามองจากด้านบนลูกโลกก็เอาเป็นว่าบริเวณพื้นที่ที่เรียกว่าวงกลมอาร์คติก

การที่น้ำแข็งในทะเลอาร์คติกละลายอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้มนุษย์สามารถเดินทางเข้าไปในพื้นที่ได้มากขึ้นกว่าที่เคย บริษัทต่าง ๆ พยายามหาเส้นทางเดินเรือสายใหม่เพื่อเชื่อมระหว่างเอเชียและยุโรป โดยพบว่าในช่วงปี 2013 -2019 มีการเดินเรือขนส่งผ่านอาร์คติกเพิ่มขึ้น 25%

การที่เรารับรู้เรื่องน้ำแข็งขั้วโลกละลายเพิ่มขึ้นทุกปีนั้น หลักใหญ่ใจความก็มาจากสาเหตุภาวะโลกร้อนที่เป็นปัญหาต่อเนื่องและยาวนาน เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลก็สูงขึ้น กระแสน้ำร้อนน้ำเย็นก็เปลี่ยนแปลงไป ก่อให้เกิดปรากฏการณ์แพลงตอนบูมหรือสาหร่ายบูม พืชพรรณเฉพาะถิ่นปรับตัวไม่ได้ก็ตาย ปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ ก็ไม่มีแหล่งวางไข่ แหล่งอาหาร กระทบกันเป็นทอด ๆ

พื้นที่ที่มีแต่น้ำแข็ง อากาศเหน็บหนาวสุดขั้ว หมีขั้วโลก วาฬ นอกจากชาวอินูอิตและชนเผ่าท้องถิ่นอื่น ๆ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติที่มาร่วมมือกันทำการศึกษาวิจัย พื้นที่อาร์คติกทำไมถึงได้รับความสนใจมากขึ้นทุกที ที่นี่มีอะไร ?

………………………….

Arctic Animals 4K – Amazing Scenes of Arctic Wildlife | Scenic Relaxation Film

เกินกว่าครึ่งของแนวชายฝั่งในแถบอาร์คติกนั้นเป็นของรัสเซีย รองลงมาก็เป็นพื้นที่ของสหรัฐฯ คืออลาสกา บริเวณเกาะกรีนแลนด์ซึ่งเป็นของเดนมาร์ก แล้วก็ยังมีแคนาดา นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ โดยกฎหมายระหว่างประเทศให้สิทธิประเทศเหล่านี้ในการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติได้ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะห่างจากแนวชายฝั่งของตน 200 ไมล์ทะเล ส่วนพื้นที่อาร์คติกที่อยู่นอกเหนือบริเวณดังกล่าวรวมถึงขั้วโลกเหนือนั้นได้ถือว่าเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ ซึ่งหมายความว่าเป็นหลักประกันความเชื่อมั่นในอนาคตสำหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไป เป็นพื้นที่ที่ถูกปกป้องไว้จากการสำรวจโดยชาติต่างๆ หรือบริษัทใด ๆ

นอร์เวย์ รัสเซียและแคนาดารวมถึงเดนมาร์กได้ทำแนวเศรษฐกิจของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากตั้งสมมติฐานว่าเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลายก็จะเผยให้เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจมากมาย ดังนั้นการมีพื้นที่ของตนเองในอาร์คติกจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นทุกที

โดยนัยหนึ่งพื้นที่แถบอาร์คติกตกอยู่ในความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง NATO และรัสเซีย ดังนั้นแล้วยุทธศาสตร์อาร์คติกจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับรัสเซีย นำไปสู่กิจกรรมทางการทหารที่เพิ่มขึ้นเพื่อเน้นย้ำในเรื่องความมั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รัสเซียได้มีการซ้อมรบโดยจำลองสถานการณ์การโจมตีเป้าหมายในนอร์เวย์หรือไม่ก็จำลองการโจมตีเป้าหมายของ NATO ซึ่งทาง NATO เองก็มีการโต้ตอบด้วยการซ้อมรบครั้งใหญ่ที่รวมเอากองกำลังจากประเทศต่าง ๆ กิจกรรมทางการทหารเหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งกันในอนาคต

แต่อาร์คติกกำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ทำเงินจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

มีเม็ดเงินลงทุนในพื้นที่ที่เรียกว่า The Great Arctic ซึ่งเป็นบริเวณที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย รวมถึงเป็นแหล่งขุดเจาะน้ำมันขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Vostok oil โดยรัสเซียหวังว่าจะสามารถนำน้ำมันดิบขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ราว 6 พันล้านตันรวมถึงก๊าซธรรมชาติอีกราวสองล้านล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้แล้วยังมีแผนจะสร้างสนามบินแห่งใหม่ ท่าเรือ และวางระบบท่อส่งเป็นระยะทางราว 800 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามการที่รัสเซียบุกยูเครนนั้นทำให้แผนการเหล่านี้หยุดชะงักไป โครงการน้ำมัน Vostok มีผู้สนใจลงทุนน้อยและหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีและบริการน้ำมันและก๊าซจากตะวันตกแทน ทำให้โครงการดังกล่าวต้องล่าช้าหรือจำเป็นต้องปรับลดขนาดลง

Russland setzt auf Öl: Das neue Öl-Megaprojekt “Vostok Oil”

แต่ก็มีผู้เล่นหน้าใหม่ที่ให้ความสนใจสิ่งนี้ นักลงทุนรายใหญ่ก็คือจีน จีนนั้นมีความสนใจในวิทยาศาสตร์อาร์คติก นั่นเป็นเพราะว่าหากขาดความรู้ดังกล่าวแล้ว จะไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ในพื้นที่ดังกล่าว

จีนนั้นมีความต้องการทรัพยากรอย่างมาก เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยภาคอุตสาหกรรมหนักที่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานจำนวนมาก ทั้งนี้พื้นที่แถบอาร์คติกเป็นพื้นที่ใหม่ที่อาจจะมีทรัพยากรจำนวนมากอยู่ข้างใต้ แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือกันกับประเทศแถบอาร์คติกโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซีย แต่การที่รัสเซียทำสงครามกับยูเครนนั้น ทำให้จีนมีความระแวดระวัง นักลงทุนชาวจีนบางรายได้หยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรัสเซียเนื่องจากกังวลเรื่องการถูกแซงก์ชั่น ถึงแม้ว่าในตอนนี้จีนยังไม่ได้ถูกแซงก์ชั่น แต่ถ้าจีนยังมีความร่วมมือกับรัสเซียอย่างใกล้ชิด จีนเองก็มีความเสี่ยงที่จะถูกแซงก์ชั่นจากสหภาพยุโรปหรือสหรัฐฯ ได้เช่นกัน

พื้นที่แถบอาร์คติกยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการขยายเส้นทางการค้า One belt one Road อีกด้วย ที่เรียกว่า Polar Silk Road ยุทธศาสตร์ Belt and Road นี้ก็คือการสร้างเครือข่ายเส้นทางขนส่งทางรางรวมถึงถนนหนทาง ท่าเรือต่างๆ  เพื่อทำให้จีนสามารถขนส่งสินค้าและทรัพยากรของตนไปยังทั่วโลกได้ จีนอ้างว่าการใช้เส้นทางทะเลเหนือนั้นช่วยลดระยะเวลาการเดินเรือในปัจจุบันลงได้เกือบ 20 วันเลยทีเดียวจากที่ต้องไปอ้อมผ่านคลองสุเอซ

Chinese cargo ships sail along Arctic routes as Beijing plans ‘Polar Silk Road’

…………………

นอกจากเส้นทางเดินเรือแล้วเพื่อที่จะลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า ยุทธศาสตร์อาร์คติกเพื่อความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ก็สำคัญ ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พื้นที่แถบอาร์คติกตกเป็นที่สนใจ

บริเวณแถบอาร์คติกนี้เชื่อกันว่ามีก๊าซและน้ำมันอยู่มหาศาลซึ่งฟังดูดึงดูดใจมิใช่น้อยและมักจะถูกนำมากล่าวถึงว่าเป็นข้อเท็จจริง การอ้างถึงทรัพยากรดังกล่าวหลายต่อหลายครั้งจะมีที่มาจากงานศึกษาสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ  ในปี 2009 Assessment of Undiscovered Oil and Gas in the Arctic

กลุ่มประเทศมหาอำนาจรอบอาร์คติก พวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำน้ำมันขึ้นมาใช้และส่งผลร้ายเป็นการซ้ำเติมต่อปัญหาภาวะโลกร้อนหรือไม่ ? หรือพวกเขาจะร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ? มันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่เราคิดกันก็เป็นได้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเทศแถบอาร์คติกบางประเทศได้ชะลอการลงทุนหรือว่าหยุดการลงทุนในส่วนของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

แคนาดาได้สั่งห้ามไม่ให้มีการขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งในเขตพื้นที่ปกป้องทางทะเล ส่วนทางเกาะกรีนแลนด์เองก็ห้ามไม่ให้มีการเจาะสำรวจน้ำมันในปี 2021 ทางสหรัฐฯ ก็ได้สั่งระงับการใช้น้ำมันและก๊าซที่ผลิตในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอาร์คติกที่อยู่ในดินแดนอลาสกา แต่แรงกดดันที่ทำให้มีการขุดเจาะน้ำมันในบริเวณนี้เพิ่มขึ้นทุกทีนั้นก็เนื่องมาจากเหตุผลด้านความมั่นคงทางพลังงาน

นินา ดอริง จาก Institute for Advanced Sustainability Studies (IASS) กล่าวว่า “มันสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจว่า เปอร์เซ็นต์และการประเมินที่งานวิจัยระบุไว้นั้นมีความคลาดเคลื่อนสูงมาก ซึ่งเธอและทีมได้ทำการศึกษาวิจัยถึงการประเมินทางวิทยาศาสตร์นั้นได้กลายเป็นข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจได้อย่างไร จำนวนและเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวเริ่มปรากฏในเอกสารทางนโยบายอย่างกว้างขวาง แม้แต่ในยุทธศาสตร์ในอาร์คติกของประเทศต่างๆ รวมถึงบทความในหนังสือพิมพ์และผ่านกระบวนการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ  ดังนั้นมันจึงเริ่มดูเหมือนมันมีอยู่จริง  ข้อเท็จจริงที่ว่าอาร์คติกมีปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมากนั้นเป็นเพียงสิ่งที่กำลังรอการค้นพบต่างหาก

…………..

แล้วผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบอาร์คติกล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง ?

แน่นอนว่าที่อยู่อาศัยรวมถึงทำมาหากินของพวกเขานั้นไม่เพียงอยู่ใจกลางของความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนั้นแล้วผืนน้ำแข็งก็ยังละลายเพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน

ที่อาร์คติกมีประชากรท้องถิ่นอาศัยอยู่ราวห้าแสนคน พวกเขากำลังเผชิญกับภัยคุกคามอย่างแท้จริง รายได้ วัฒนธรรม วิถีปฏิบัติต่าง ๆ ล้วนขึ้นอยู่กับการปฏิสัมพันธ์กับระบบนิเวศของอาร์คติก สารพิษที่เกิดจากการขุดเจาะสำรวจหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสามารถทำให้ระบบนิเวศที่เปราะบางอยู่แล้วนี้ล่มสลายได้

Arctic Copepods 2020 – Mitigating Damage to Arctic Copepods from Surface Oil Spills

เมื่อสารพิษดังกล่าวถูกแพลงค์ตอนสัตว์และพืชดูดซึมเข้าไปก็จะส่งผลเสียเข้ามาต่อห่วงโซ่อาหาร ยกตัวอย่างเช่น  เจ้าตัวเล็ก ๆ พวกนี้คือโคพีพอด Copepod หรือแพลงตอนสัตว์ในอาร์คติกที่อ้วนที่สุด และการที่มันอ้วนนั้นจำเป็นต่อการอยู่รอดในพื้นที่หนาวเย็น ถ้าหากโคพีพอดเหล่านี้ไม่สามารถผสมพันธุ์ได้แล้ว ในห่วงโซ่อาหารก็จะมีวงจรไขมันที่จะส่งต่อกันขึ้นไปเป็นทอด ๆ ลดลง ส่งผลกับสัตว์ที่อยู่ด้านบนของห่วงโซ่อาหารไม่ว่าจะเป็น ปลา นก แมวน้ำ วาฬ หมีขั้วโลกและมนุษย์ ซึ่งเพียงแค่น้ำมันปริมาณน้อย ๆ ในทะเล สามารถส่งผลต่ออัตราการฟักออกจากไข่ของโคพีพอดได้ ซึ่งถ้าหากไม่มีโคพีพอดแล้วห่วงโซ่อาหารก็จะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างมาก

ในช่วงปี 2013 ถึงปี 2019  มีการจราจรทางทะเลในเขตอาร์คติกเพิ่มขึ้นถึง 25% และนั่นก็หมายถึงว่ามีการปล่อยน้ำเสียมากขึ้นด้วย มลภาวะจากน้ำมันและเสียงรบกวนใต้น้ำจะไปรบกวนความสามารถในการสื่อสารของสัตว์ป่า ทำให้ส่งผลต่อการนำทางและการล่า ในขณะที่สารเคมีปนเปื้อนจะทำลายสุขภาพและความสามารถในการสืบพันธุ์ในระบบนิเวศที่เปราะบางเช่นนี้

เรือขนส่งส่วนใหญ่แล้วใช้น้ำมันเตาจะถูกห้ามเข้ามาในเขตอาร์คติกแต่อย่างไรก็ตามก็มีบางครั้งที่ยอมให้แล่นเข้ามาได้ เมื่อน้ำมันที่สกปรกเหล่านี้หลุดเล็ดลอดลงมาในทะเลขั้วโลก มันสร้างความเสียหายได้อย่างมาก

เมื่ออุณหภูมิต่ำ น้ำมันจะมีความหนืดมากขึ้นและไม่แตกตัวเป็นหยดเล็ก ๆ ที่พอจะทำให้แบคทีเรียที่ย่อยสลายน้ำมันมาเก็บกินได้ ดังนั้นเหตุการณ์ที่ทำให้มีหยดน้ำมัน คราบน้ำมันเกิดขึ้นในทะเลอาร์คติกไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทำให้การเก็บกวาดคราบน้ำมันเป็นไปได้ยาก เนื่องจากโดยสภาพภูมิประเทศก็เข้าถึงได้ยากอยู่แล้ว ดังนั้นการทำความสะอาดคราบน้ำมันรวมถึงปฏิบัติการต่างๆ  อย่างในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุทางเรือมีคราบน้ำมันรั่วไหลก็ยิ่งช้าออกไป ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ ส่งผลให้สัตว์ประจำถิ่นจำนวนมากล้มหายตายจาก นอกจากนั้นแล้ว การใช้น้ำมันเตายังสร้างปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่ง ไม่เพียงแต่เฉพาะในแถบอาร์คติกแต่หมายถึงทั่วโลก ปัญหาที่ว่าก็คือ  Black carbon ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะที่มาจากน้ำมันเตาที่ใช้ในเรือ อนุภาคของ Black carbon เหล่านี้ไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราโดยตรงแล้ว ในพื้นที่อย่างอาร์คติก อนุภาค Black carbon เหล่านี้จะลอยไปตกปกคลุมหิมะและน้ำแข็งสีขาวทำให้หิมะและน้ำแข็งดูดซับความร้อนจากแสงแดดแทนที่จะสะท้อนแสงตามปกติ ทำให้หิมะและน้ำแข็งละลายเร็วขึ้นกว่าปกติ เราสามารถลดมลภาวะจาก Black Carbon ได้ด้วยการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการขนส่งทางทะเลและทางบก

Black Carbon

ตัวอย่างความร่วมมือกันที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติได้แก่ Central Arctic Ocean fishing moratorium ในปี 2021 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่จะร่วมมือกันไม่ให้มีการทำประมงเชิงพาณิชย์กลางมหาสมุทรอาร์คติก ซึ่งลงนามโดยประเทศต่างๆ  อาทิเช่น สหรัฐฯ จีน รัสเซีย สหภาพยุโรป

ข้อตกลงพหุภาคีนี้มีผลทางกฏหมายเป็นหลักการป้องกันไว้ล่วงหน้าเพื่อปกป้องพื้นที่อาร์คติกจากการทำประมงเชิงพาณิชย์ก่อนที่จะมีการประมงดังกล่าวเกิดขึ้น แต่ทว่ายังไม่มีสัญญาณของกฎหมายแบบเดียวกันนี้ในการปกป้องพื้นที่อาร์คติกในเรื่องของการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ โดยเฉลี่ยแล้วราว 16 ปี ก่อนที่พื้นที่สัมปทานการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซจะไปถึงจุดการผลิตสูงสุด ดังนั้นการลงทุนในโครงการน้ำมันและก๊าซแถบอาร์คติกก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งสำหรับสถาบันการเงินด้วยเช่นกัน เนื่องจากในอนาคตอันใกล้ พลังงานทดแทนอาจทำกำไรให้ได้มากกว่า

What is Heavy Fuel Oil? And why is it bad?
.........................................
หากถูกใจบทความดังกล่าว สามารถกดไลค์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้กันได้นะครับ
ร่วมสนับสนุนการทำเนื้อหาได้ที่
SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี : HEROTHAILAND.COM บัญชี : ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี : 667-265599-4