เมื่อภัยแล้งมาเยือน

กดฟังบทความ

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวน้ำป่าไหลหลากท่วมบ้านเรือนผู้คนในศรีลังกา อินเดีย ถัดมาในสัปดาห์นี้ ฝนตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยและยังจะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องไปอีกสักระยะ บวกกับน้ำทะเลหนุน ทำให้การระบายน้ำทำได้ค่อนข้างยาก
แต่เชื่อไหมว่าในอีกซีกหนึ่งของโลก

กำลังเผชิญกับภาวะภัยแล้ง

…….

Europe’s climate in 2050

ในมุมมองระดับโลก การเข้าถึงแหล่งน้ำของมนุษยชาตินั้นอาจหมายถึงความเป็นความตาย ทั้ง ๆ ที่โลกนี้ประกอบด้วยน้ำถึง 3 ใน 4 ส่วน แต่มีเพียง 1% ที่เป็นน้ำจืด

เมื่อมีภัยแล้ง ผู้คนขาดน้ำ การเพาะปลูกก็ไม่ได้ผลก่อให้เกิดความหิวโหยตามมา การอพยพเพื่อไปยังพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า มีการแย่งชิงแหล่งน้ำ พื้นที่เพาะปลูก จากความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ บานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ขึ้นมาได้

……….. ………………. ………….

Advertisement/พื้นที่ลงโฆษณา

สำหรับสาเหตุที่มาของภัยแล้งในตอนนี้ ในยุคสมัยของเรานี้ เกิดจากอะไร ?

สาเหตุหลักก็คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รู้ได้อย่างไรว่าเกิดภัยแล้ง แล้วต้องกังวลมากแค่ไหน ?

ที่เมือง Mendocino เมืองชายฝั่งทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประชาชนในเมืองไม่มีแหล่งน้ำใช้ที่เพียงพออีกต่อไป ต้องพึ่งพารถบรรทุกน้ำจากนอกพื้นที่เข้ามาส่งน้ำสัปดาห์ละหลายเที่ยว ก่อนหน้านี้ในปี 2021 ก็ได้มีการประกาศภาวะภัยแล้งฉุกเฉิน ร้านอาหารต่าง ๆ ต้องปิดทำการในบางวันเนื่องจากไม่มีน้ำให้บริการ ลูกค้าไม่สามารถเข้าห้องน้ำได้ รวมถึงขาดแคลนน้ำดื่มที่จำเป็นต้องกำหนดให้ลูกค้าได้รับน้ำดื่มฟรีคนละไม่เกิน 2 ขวดเล็ก จากที่เมืองนี้ไม่เคยขาดแคลนน้ำมาก่อน มันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

…… …………… ……………

ข้ามจากแคลิฟอร์เนีย มาที่ยุโรปกันบ้าง

ในปี 2020 ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของเยอรมนี ส่วนในปี 2022 นี้ เรากำลังจะบอกว่า เราเคยเผชิญกับสภาวะที่วิกฤติแบบนี้ในช่วงฤดูร้อนที่แห้งแล้งเมื่อสองสามปีก่อนแต่ไม่เหมือนกันกับในปีนี้ บางพื้นที่ทางตอนเหนือของแคว้นบาวาเรียเกิดการขาดแคลนน้ำ ในตอนแรกทุกคนต่างก็คิดกันว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ช่วงระยะเวลาหนึ่งเดี๋ยวมันก็หายไป เดี๋ยวก็ดีขึ้น

แต่จากการที่เจ้าหน้าที่ชลประทานได้คอยเฝ้าดูระดับน้ำใต้ดินในแถบนี้ ข้อมูลที่ได้รับทำให้สะท้อนภาพใหญ่ออกมาได้อย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้วกินเวลาแค่ช่วงสั้น ๆ สองสามเดือน โดยจากข้อมูลการวัดระดับน้ำใต้ดินในพื้นที่แห่งนี้นับตั้งแต่ปี 2012 พบว่า ระดับน้ำใต้ดินได้ลดต่ำลงไปกว่าเดิมถึง 13 เมตรและยังใช้ระยะเวลาในการเติมน้ำเข้ามานานขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

คำถามสำคัญก็คือว่า หากระดับน้ำใต้ดินยังคงลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องจะเป็นอย่างไร ?

คำตอบสำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากเราไม่มีทางทำนายระดับน้ำใต้ดินทั้งในระยะกลางและระยะยาวได้ แต่ถ้าความแห้งแล้งยังคงกินระยะเวลาเนิ่นนานออกไป ระดับน้ำใต้ดินก็จะลดลงอย่างต่อเนื่องซึ่งในแคว้นบาวาเรียแล้ว น้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำดื่มหลัก ๆ ก็มาจากแหล่งน้ำใต้ดิน ส่งผลให้มีน้ำดื่มให้ชาวเมืองบริโภคลดน้อยลง

อย่างบ่อน้ำในเมืองเตอุสฉนิตซ (Teuschnitz ) ที่ใช้เป็นแหล่งน้ำดื่มสำหรับประชาชนกว่า 200 ครัวเรือนมาเป็นระยะเวลากว่าร้อยปีนั้น ในปี 2020 ระดับน้ำใต้ดินได้ลดลงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งด้วยระดับน้ำเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงชาวเมืองอีกต่อไปรวมทั้งการขยายบ่อน้ำและการปรับปรุงสถานีสูบน้ำต้องใช้งบประมาณมากพอสมควร จึงมีแผนที่จะปิดบ่อน้ำนี้ สวนทางกับจำนวนประชากรเมืองที่กำลังเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นแล้วบ่อน้ำอื่น ๆ ที่เหลือรวมถึงแหล่งน้ำใต้ดินทั้งหลายก็มีปริมาณน้ำใต้ดินลดลงเรื่อย ๆ ชาวเมืองวัยกลางคนบอกว่า ผมจำไม่ได้ว่าเรามีหน้าร้อนที่แห้งแล้งโดยที่ไม่มีฝนตกลงมาเลยนั้นเมื่อไหร่กันแต่มันเกิน 5 ปี 10 ปี ที่ผ่านมานี้แน่นอน ถ้าหากบ่อน้ำของเราที่เป็นแหล่งน้ำดื่มปิดตัวลงไป เราจำเป็นต้องหาแหล่งน้ำจากที่อื่นมาทดแทน แล้วถ้าแหล่งน้ำแถบนี้แห้งหมด เราจะทำอย่างไรกัน ?
……. …………….. ………………

แหล่งน้ำสำหรับพื้นที่หรือชุมชนที่ขาดแคลนน้ำก็ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำใกล้เคียง แต่ถ้าความแห้งแล้งกินอาณาบริเวณกว้างไกลออกไป คำตอบก็ต้องเป็นการพึ่งพาน้ำจากเขื่อนที่ต้องต่อท่อส่งน้ำแล้วปั๊มน้ำส่งออกไปตามท่อเป็นเครือข่ายออกมาหลายร้อยกิโลเมตร แต่ปัญหาที่เขื่อนต้องเจอ นอกจากเรื่องผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมจากการสร้างเขื่อนแล้วนั้นก็คือปริมาณน้ำในเขื่อนที่ลดต่ำลงด้วยเช่นกัน !!

นอกจากระดับน้ำใต้ดินที่ลดลงแล้ว ระดับน้ำผิวดินก็ลดลงเช่นกัน เมื่อ 30 ปีที่แล้วไม่มีใครเชื่อว่าในวันนี้ยุโรปตอนเหนือจะต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำ ทุกคนต่างมองว่ามันเป็นเพียงความแห้งแล้งเพียงชั่วคราว ไม่มีใครคิดว่ามันแห้งแล้งถึงขนาดที่ต้องเป็นกังวลมากขนาดนี้ แล้วในอนาคตจะเป็นอย่างไร ?

…… …….. ……..

Tracking Water from Space: The GRACE-FO Mission

งานวิจัยที่องค์การ NASA (National Aeronautics and Space Administration) ร่วมมือกันกับ DLR ( Federal Republic of Germany’s research centre for aeronautics and space ) คือภาระกิจ GRACE

ภาระกิจดังกล่าวอาศัยดาวเทียมเล็ก ๆ สองดวงที่ปล่อยขึ้นสู่วงโคจรในวันที่ 17 มีนาคม 2002 ดาวเทียมแต่ละดวงมีความสูงราว 1 เมตรและถูกวางตำแหน่งให้ห่างกันราว 200 กิโลเมตร โดยทำหน้าที่คอยตรวจวัดมวลน้ำบนพื้นโลกจากการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงสนามแรงโน้มถ่วง เมื่อพื้นที่ใดกำลังสูญเสียน้ำ ดูดซึมน้ำได้น้อยลง ดาวเทียมทั้งสองดวงก็จะลอยสูงขึ้นเล็กน้อย และจากการติดตามการเคลื่อนที่ขึ้นลงของดาวเทียมทั้งสองดวงนี้เอง จึงสามารถนำข้อมูลมาทำแผนที่ต่าง ๆ บนโลกที่มวลน้ำมีการเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง และจากการเก็บสถิติมาเป็นระยะเวลานานทำให้สามารถทำนายได้ว่าพื้นที่ไหนกำลังเกิดความแห้งแล้งก่อนที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงด้วยตาของเราเอง

ตัวอย่างเช่น Grace mission ได้เผยให้เห็นถึงแถบชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ กำลังเกิดความแห้งแล้งขึ้นและไต่ระดับความรุนแรงขึ้นทุกที เมืองในทะเลทรายอย่างฟีนิกซ์ในรัฐแอริโซนาเป็นเมืองที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในสหรัฐฯและเป็นเมืองอุตสาหกรรมไฮเทคที่ต้องอาศัยน้ำปริมาณมาก แหล่งน้ำที่ใช้ป้อนให้กับเมืองฟีนิกซ์อยู่ห่างออกไป 450 กิโลเมตร โดยส่งผ่านท่อมาจากทะเลสาบพาวเวลล์ซึ่งเป็นหนึ่งในสองแห่งของอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ นั่นคือมีผู้คนราว 40 ล้านคนที่ต้องพึ่งพาน้ำจากทะเลสาบแห่งนี้ โดยที่ทะเลสาบได้รับการเติมน้ำจากแม่น้ำโคโรลาโดที่ ณ ตอนนี้มีระดับน้ำต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลักฐานที่เห็นได้ด้วยตาก็คือบริเวณท่าเรือที่เราต้องเอาเรือมาลงทะเลสาบที่เราเรียกกันว่าแรมป์ลงเรือนั่นแหละ ซึ่งตอนนี้มันกลายเป็นเนินที่อยู่สูงด้านบน ส่วนระดับน้ำต่ำเตี้ยอยู่ด้านล่าง ทำให้ต้องปิดใช้งานไปก่อน โดยระดับน้ำใต้ดินกำลังลดลงไปในอัตราเร็ว 7 เท่าของระดับน้ำในทะเลสาบพาวเวลล์ที่ลดลง

ข้อมูลจากดาวเทียมขององค์การ NASA ได้บอกเราถึงภาวะของน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ที่ผลิตอาหารสำหรับโลกและเป็นบ้านสำหรับผู้คน 40 ล้านคน ลองมองดูที่นี่ นี่คือซิลิคอนวัลลีย์เป็นบ้านของการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี แล้วเชื่อไหมว่ากลุ่มเทคโนโลยีเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำอย่างมหาศาลสวนทางกันกับการที่พื้นที่แถบนี้กำลังแห้งแล้งมาขึ้นทุกที


เหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นแต่มันเริ่มมาได้หลายปีแล้ว ที่สำคัญแม่น้ำโคโลราโดยังไหลผ่านแกรนด์แคนยอนไปยังเมืองทะเลทรายโมฮาวีอีกแห่งก็คือ ลาส เวกัส ซึ่งมีการแสดงเกี่ยวกับน้ำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำพุเต้นระบำ ทะเลสาบเทียม โรงแรมหรูสไตล์เวเนเชียนและเมืองนี้ก็พึ่งพาน้ำจากทะเลสาบมี้ด ที่ก็ไม่ต่างกันกับทะเลสาบพาวเวลล์ที่ระดับน้ำในทะเลสาบลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

จึงเริ่มมีการนำระเบียบปฎิบัติใหม่ ๆ มาใช้ มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราเรื่องการใช้น้ำตลอด 24 ชั่วโมง เช่น การรดน้ำหญ้าหรือว่าสวนหน้าบ้านหลังบ้าน โดยจะแยกบ้านเรือนออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้สลับกันรดน้ำตามวันที่กำหนดไว้ หากใครฝ่าฝืนก็จะมีค่าปรับ และอีกไม่นานจะเริ่มบังคับใช้กฏที่ห้ามปลูกหญ้าประดับสวนในปี 2023 ซึ่งถึงตอนนี้บางบ้านก็เริ่มเปลี่ยนจากสนามหญ้าหน้าบ้านตนเองให้เป็นสวนหินกันแล้ว

………..

ความแห้งแล้งในจีน

ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น กล่าวได้ว่าในช่วง 6,000 ปีที่ผ่านมา มนุษย์บนโลกนี้ได้อาศัยอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่อยู่ในช่วงแคบ ๆ ไม่ผันผวนมากนัก แต่การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้ได้ทำให้กรอบของภูมิอากาศขยายตัวออกไปทั้งทางด้านเหนือและทางด้านใต้ของของโลก ในส่วนของทางด้านเหนือของโลกนั้นจะมีพื้นดินมากกว่าทางด้านใต้ ทำให้มีแนวโน้มว่าประชากรจะอพยพขึ้นไปทางด้านเหนือกันมากขึ้นเพื่อหนีภัยแล้ง

ความแห้งแล้งในอัฟกานิสถาน


กรุงคาบูลเมืองหลวงของอาฟกานิสถานซึ่งเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ในการต่อสู้กับความแห้งแล้งมาอย่างยาวนาน และในช่วงสองสามปีมานี้สถานการณ์ยิ่งรุนแรง วันไหนที่โชคดี เด็ก  ๆ ก็จะพากันเข้าไปในเมืองเพื่อนำแกลลอนไปเอาน้ำสะอาดกัน หากวันไหนโชคร้าย ก็จะไม่มีน้ำเลย ปัญหาของพื้นที่แถบนี้ก็คือผู้คนไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้คนกว่า 60% ป่วยจากอาการท้องเสีย บางทีเราต้องรอเป็นเวลาหลายวันกว่าจะมีน้ำใช้ มีปัญหามากมายที่ต้องจัดการแต่การขาดแคลนน้ำดื่มเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด คนแถวนี้ได้น้ำเพียงทุก ๆ 12-13 วัน เท่านั้นและไม่เกินหนึ่งหรือหนึ่งชั่วโมงครึ่ง น้ำก็จะไม่ไหลอีกแล้ว

น้ำเป็นเรื่องสำคัญ บ่อน้ำหลายแห่งรวมถึงน้ำพุต่างก็มีระดับน้ำที่ลดต่ำลง จากที่เคยมีประมาณสองหมื่นถึงสามหมื่นลูกบาศก์เมตร ทุกวันนี้ลดเหลือเพียงหมื่นสี่ถึงหมื่นหกพันลูกบาศก์เมตร ช่วงพีคสุด ๆ ก็ไปได้ถึงเพียงสองหมื่นลูกบาศก์เมตรเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะด้วยอัตราเท่าใด ความแห้งแล้งนั้นหมายถึงว่าภาคการผลิตของเราได้ลดลงถึง 50% ในแง่ของความเหลื่อมล้ำเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีน้ำไหลออกจากก็อกในย่านใจกลางเมืองคาบูลนั่นก็คือต้องมีการดึงนำใต้ดินจากโซนย่านคนจนมาใช้ ส่วนคนจนก็ถูกทิ้งไว้โดยปราศจากความช่วยเหลือ

……..

The Water Wars Are Coming

มีประวัติศาสตร์อันยาวนานของความขัดแย้งเรื่องแหล่งน้ำ ตั้งแต่ย้อนกลับไปเมื่อ 4,000 ปีก่อนสมัยเมโสโปเตเมียแต่มันก็ยังเป็นจริงในปัจจุบันด้วยเช่นกัน ทั้งจำนวนและชนิดของความขัดแย้งเรื่องน้ำนั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย การขาดแคลนน้ำยังเป็นปัจจัยหนึ่งท่ามกลางอีกหลายปัจจัยที่เป็นชนวนความขัดแย้งในซีเรีย ภัยพิบัติจากความแห้งแล้งได้นำไปสู่การเพิ่มสูงขึ้นของราคาธัญพืช ผลก็คือจะก่อให้เกิดสงครามและการทำลายล้างที่แผ่ขยายออกไป

แล้วทั้งหมดทั้งปวงที่อ่านมาทั้งหมด มันเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างไร ?
ความแห้งแล้งในพื้นที่หนึ่งอาจก่อให้เกิดความต้องการอาหารและบริการที่ประเทศสามารถตอบสนองต่อความต้องการนั้นได้ สร้างเศรษฐกิจมิติใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดความขาดแคลนในทรัพยากรบางอย่างที่ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพา ทำให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นทั้งต้นทุนชีวิตและต้นทุนทางธุรกิจ ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงอยู่ตอนนี้ ยิ่งซ้ำเติมภาวะข้าวของแพงและความขาดแคลนปัจจัยสี่ จะบีบให้เราต้องปรับตัวอย่างไร
ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ย่อมมีผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อมต่อเรา ยิ่งถ้าหากเรามีลูกเล็ก ๆ แล้วลองมองไปในอนาคตของเด็ก ๆ ลูกหลานของเรา ไม่ช้าก็เร็ววันหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเข้ามาเยือนเราแบบตรง ๆ ส่งผลตรงกับเรา เกิดความแห้งแล้งขึ้นในประเทศ เราที่อายุมากขึ้นกันแล้วจะอยู่กันอย่างไร เด็ก ๆ ที่กำลังเติบโตจะมีวิธีการรับมืออย่างไร เรื่องราวพวกนี้มันไม่ได้ไกลเกินจินตนาการเลย…..

.........................................
ร่วมสนับสนุนการทำเนื้อหาได้ที่
SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี : HEROTHAILAND.COM บัญชี : ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี : 667-265599-4
สามารถกดไลค์ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้กันได้ครับ