เราอ่านหนังสือแบบจบเล่มจริง ๆ ไปกี่เล่ม

เดือนที่แล้ว จำได้หรือเปล่าว่า เราอ่านหนังสือแบบจบเล่มจริง ๆ ไปทั้งหมดกี่เล่ม ?

บางคนอ่านได้ครึ่งเล่ม บางคนอ่านได้สองเล่ม บางคนบอกห้าเล่มก็หรูแล้ว

แล้วหนังสือกี่เล่มนี่ เราวัดกันยังไง นับกันยังไง บางคนอ่านการ์ตูน 5 เล่มต่อวันยังน้อยไป บางคนอ่านฟิสิกส์ อ่านไปคิดไป วันหนึ่งได้ 5 หน้าก็เก่งแล้ว หรือบางคนกำลังทำวิจัยอ่านเปเปอร์หนึ่งอยู่ พออ่านถึงย่อหน้านี้ก็อ้างอิงไปอีกเปเปอร์หนึ่ง ก็ต้องไปตามอ่านเปเปอร์ที่ว่าเอามาอ่านไขว้กันไปมา ก็เลยงงว่า เอ่อ … อะไรคืออ่านจบ อ่านไม่จบ ?

books
photo by Patrick Tomasso

ดังนั้นเราจะไม่สนใจเรื่องรูปเล่มแล้วกัน เพราะประเด็นมันอยู่ที่ว่า เราอ่านอย่างไร ?

คือเราลองมองจากจุดเริ่มต้นส่วนผสมของหนังสือเลยแล้วกัน ในหนังสือก็จะมีตัวอักษร เรียบเรียงเคียงกันเป็นประโยค ประกอบขึ้นมาเป็นย่อหน้า จากนั้นก็เป็นเนื้อหาหนึ่งหน้ากระดาษต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนจบแต่ละบท

นึกภาพว่าเรากำลังสะพายเป้บุกป่าฝ่าดงตัวอักษร เนื้อหาบางช่วงบางตอนก็ต้องขบคิดวิเคราะห์ราวกับปีนหน้าผา คำศัพท์บางคำ ยิ่งเป็นศัพท์เชิงเทคนิคอลที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง หรือเคยแต่ไม่อินว่าในบริบทนี้ควรจะตีความอย่างไร ก็ไม่ต่างจากเจอเถาวัลย์หนาทึบพันเกี่ยวปิดทางไว้ ต้องหยุดคิด หยุดทำความเข้าใจก่อน

พอทำความเข้าใจได้แล้ว ก็ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้วนไป หน้าแล้วหน้าเล่า บทแล้วบทเล่า ยิ่งไม่มีภาพประกอบให้พักสาย อ่านนานไป ก็เริ่มล้า…. อ่านไป เช็คสเตตัส FACEBOOK ไป อ่านไปเลื่อนดูฟีด Twitter ไป

บางคนก็ใช้หนังสือแทนยานอนหลับ ขึ้นเตียงปุ๊บ หยิบหนังสือมาอ่านปั๊บ ผ่านไป 5 บรรทัด หลับแล้วววว !

แต่ถ้าขืนมีอาการแบบนี้กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบ คงเป็นเรื่องสยองขวัญไม่น้อย

…..

…… …………..

ทำอย่างไร เราถึงจะอ่านหนังสือได้ดี ……


แต่เดี๋ยวก่อน อาการแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับหนังสือเท่านั้น มีใครในที่นี้ที่ฟังเพลงไม่ทันจบเพลงก็ไม่อยากฟังต่อแล้ว เปลี่ยนเพลง เปลี่ยนคลื่น หรือไปทำอย่างอื่นดีกว่า

หรือขณะทำงาน เราเองก็ยังต้องเผชิญกับการทำงานแบบ multitasking ทำอันนี้ไม่ทันเสร็จ ต้องหันไปทำอันอื่นที่เร่งกว่า ด่วนกว่า

……

books-02
photo by Jaredd Craig

ประเด็นก็คือว่า ณ ขณะนี้ เราอาศัยอยู่ในห้วงเวลาอันไหลเชี่ยวของกระแสดิจิตอลที่มีข้อมูลข่าวสารจากทุกทิศทุกอย่างพรั่งพรูกันเข้ามา ทำให้เราไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นระยะเวลานาน ๆ

พอจะอธิบายให้เป็นวิทยาศาสตร์ได้ไหมเอ่ย ….

มีการยกตัวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโดพามีนซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง

โดยเมื่อรับได้รับข้อมูลอะไรใหม่ๆ ก็จะไปกระตุ้นให้มีการหลั่งโดพามีนในสมองซึ่งมีผลทำให้เรารู้สึกว่ามีความสุข และเมื่อเป็นแบบนี้พฤติกรรมของเราก็จะคอยแสวงหาอะไรใหม่ๆ มาทำให้เกิดการหลั่งโดพามีน วนลูปอยู่แบบนี้

จากงานวิจัยที่นำหนูทดลองจำนวนหนึ่งมาต่อสายไฟเข้าไปที่สมอง เมื่อหนูกดปุ่ม ก็จะมีกระแสไฟฟ้าปริมาณน้อย ๆ ไปกระตุ้นการหลั่งโดพามีนในสมอง ทำให้หนูรู้สึกมีความสุข

ทีนี้เมื่อลองเพิ่มตัวเลือกให้หนูระหว่างอาหารกับโดพามีน ดูสิหนูจะเลือกอะไร ปรากฏว่าหนูเลือกโดพามีน ! บ่อยครั้งที่หนูยอมอด ยอมหิว จากการวิจัยหนูเลือกโดพามีนถึง 700 ครั้งต่อชั่วโมง

เราก็ไม่ต่างจากหนูนักหรอก กดปุ่ม F5 เพื่อให้หน้าจอ refresh ว่ามีข่าวอะไรใหม่ ๆ เลื่อนดู feed ใน Facebook , Twitter หรือ Instagram

ดังนั้นการจะหักห้ามใจ จึงเห็นได้ชัดว่า มันเป็นสิ่งที่ยากเสียเหลือเกิน ชีวิตต้อง update ตลอด

…… …………..

digital
photo by Markus Spiske

หากเราไม่ตระหนักหรือเล็งเห็นถึงความสำคัญว่า เราเลือกอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะอะไร เช่น เพื่อทำให้เราฉลาดขึ้น รู้มากขึ้น มีความสงบในใจมากขึ้น หรือสนุกสนานไปกับเรื่องราวที่ผจญภัยแบบที่เราชอบอะไรทำนองนั้น เราก็จะถูกทำให้เบี่ยงเบนด้วยสิ่งเร้าดิจิตอลอื่นๆ ตลอดเวลา

เราถึงต้องแบ่งเวลาให้ได้ เช่น จะอ่านหนังสือนะ 30 นาทีต่อจากนี้ งดเล่นโซเชียลมีเดียก่อน จากนั้นค่อยพักเบรค 5 นาที อ้าวเล่นโซเชียลมีเดียได้ แล้วก็มะ กลับมาอ่านต่อ เพื่อให้ชีวิตของเราดำเนินไปได้ครบทุกด้าน ไม่ว่าเรื่องของชาวบ้านหรือเรื่องของตัวเอง ดังสโลแกนที่ว่า รู้อะไรไม่สู้ รู้ไปหมด !!!! ฮาาาาาา…

แต่ถ้าตราบใดที่เราไม่อาจหักห้ามใจได้เลยนั้น…. เราก็จะถูกทิ้งไว้กลางทาง …. กระแสดิจิตอล

ทำถูกแล้วว ……. ที่เธอเลือกเขาและทิ้งฉันไว้ตรงกลางทาง

ร้านหนังสือตามสั่ง รับสั่งหนังสือต่างประเทศและสินค้าจากทั่วโลก ส่งถึงบ้านต่างจังหวัด
Tel : 08-5464-1644 | line id : herothailand.com