AI ของเราอยู่ตรงไหน

หากใครที่สนใจเรื่อง AI  แล้วก็เป็น AI ที่มี Deep Learning  เรียนรู้ได้ด้วยการเพิ่มข้อมูลตัวอย่างเข้าไปมากมายหลายเลเยอร์ 

ทุกคนก็จะเข้าใจได้ว่า ประเทศที่มีกลุ่มประชากรจำนวนมากก็ยิ่งได้เปรียบ ไม่ว่าจะทั้งในเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ

และในยุค AI  : Data is King

……………….

สหรัฐฯ กับ จีน กำลังแข่งขันกันชิงความเป็นมหาอำนาจทาง AI การมาถึงของ AI แน่นอนว่ามีทั้งผลบวกและลบ ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่โลกของเราเคยเจอกับยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ชาวไร่ชาวนาทิ้งบริบทเดิมเข้ามาเป็นพนักงานโรงงาน จากที่อยู่กับความไม่แน่นอนของผลผลิตก็ลดความเสี่ยงมารับเป็นค่าตอบแทนที่แน่นอนในแต่ละเดือน

เมื่อถึงยุค AI สิ่งที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ก็คือ ตำแหน่งงานบางอย่างที่สามารถใช้ AI ทดแทนได้ งานที่ทำซ้ำ ๆ งานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือมากนัก ลดจำนวนคนลง ลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย แต่ในขณะเดียวกัน หากมองในแง่บวก  AI  ก็อาจจะสร้างงานใหม่ ๆ ที่ต้องใช้คนทำงานเพิ่มขึ้นก็ได้ ซึ่งแลดูจะมีน้ำหนักน้อยกว่าการลดจำนวนคนอยู่สักหน่อย 

ยิ่งถ้าเราย้อนกลับไปดูประโยคข้างต้นที่ว่า สหรัฐฯ กับ จีน กำลังแข่งขันกันชิงความเป็นมหาอำนาจทาง AI  หมายความว่า เราจะได้พบกับ AI ใหม่ ๆ ออกมาอีกมากมาย หลากหลายวัตถุประสงค์ จะต่างกันตรงที่ในตอนปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น ยังมีช่วงระยะเวลาปรับเปลี่ยนให้พอหายใจหายคอ แต่กับการมาถึงของ AI ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้แทบจะข้ามเดือน ข้ามปี เท่านั้น

เมื่อมีเทคโนโลยีมาทำงานแทนคน จำนวนคนว่างงานก็เพิ่มขึ้น จำนวนคนว่างงานที่เพิ่มขึ้น หมายถึงอะไร 

หมายถึงว่า ช่องว่างของความไม่เท่าเทียมนั้นก็จะถ่างกว้างออกด้วยเช่นกันซึ่งไม่ใช่แค่ภายในประเทศ แต่จะหมายถึงช่องว่างของความไม่เท่าเทียมในระดับโลกด้วย การผูกขาดการค้าก็จะง่ายขึ้น กว้างขึ้น บริษัทที่ครองตลาดได้มาก มีกำไรมาก ทุนใหญ่กว่า ก็จะหาทางจ้างคนเก่ง ๆ หัวกะทิด้าน AI หรือซื้อกิจการมาเข้าพอร์ทตัวเอง  จากนั้นก็จะวนลูปผูกขาดเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ  ขนาดที่ว่าบริษัทที่ครองอันดับหนึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดทิ้งห่างบริษัทอันดับสองแบบไม่เห็นฝุ่น 

……….

เมื่อเรามองไปที่ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ กับ จีน

สหรัฐฯ มี ซิลิกอนวัลลีย์ จีน มีอะไร จีนมี จงกวนชุน  

ย้อนกลับไปราวสี่สิบปีก่อน จีนกำลังพัฒนาประเทศ เน้นการส่งออกสินค้าและพัฒนาเมืองให้ทันสมัย รัฐบาลต้องการคนที่มีความรู้ด้านวิศกรรมมาช่วยสร้างบ้านแปงเมือง ถนนจงกวนชุน เขตไห่เตี้ยน ก็จะเต็มไปด้วยร้านหนังสือ เพื่อให้เด็ก ๆ นักศึกษาได้มาหาความรู้อ่านเพิ่มเติมกัน

เมื่อเวลาดำเนินไปจนถึงปี 2010 อินเตอร์เน็ตเริ่มแพร่หลายในประเทศจีน ร้านหนังสือก็เริ่มปิดตัวลงไป เพราะก็มี  ebook ไม่ว่าจะฟรี จ่ายเงินซื้อหรือเถื่อนก็ตามเข้ามาแทนที่ เมื่อร้านหนังสือล้มหายตายจากไป ร้านรวงที่เข้ามาแทนก็เป็นพวกร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟท์แวร์ ทั้งถูกและผิดกฏหมาย รองรับกับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ซึ่งผมจะขอเรียกแบบทีเล่นที่จริงว่า “ยุคก็อบมั๊ย ?”

“ยุคก็อบมั๊ย ?” คืออะไร 

อันดับแรก จีนเป็นประเทศที่ก็อบปี้เทคโนโลยีจากตะวันตกมา โดยเฉพาะสหรัฐฯ

พื้นฐานของจีนคือ copy แล้วเอามาศึกษา reengineering นั่นแหละ เรื่องการ copy นี้ จีนทำมาตั้งแต่สมัยราชวงค์ชิง ตอนที่มิชชันนารีจากยุโรปเดินทางมาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ พวกเขานำนาฬิกามาด้วย ใช้นาฬิกานำหน้าการฑูต จักรพรรดิเฉียนหลงทรงพอพระทัยมาก สั่งให้ทำนาฬิกาแบบที่ตนอยากได้ ช่างฝีมือชาวอังกฤษก็ช่วยกันทำจนสวยสดงดงามและใช้งานได้ดีเยี่ยมความชอบในนาฬิกาก็แผ่กระจายไปทั่วแผ่นดินจีน หลังจากนั้น ร้านนาฬิกาก็เกิดขึ้นทั่วไปหมด นั่นคือเริ่มจากเอามาแกะดูว่ามันทำงานอย่างไร มีกลไกแบบไหนจนที่สุดก็ copy จนทำงานได้ใกล้เคียง พอ copy จนอยู่ตัว ก็เริ่มดัดแปลงใส่ความเป็นจีนเข้าไป ใส่วัฒนธรรมในแบบของตนลงไป จากนั้นก็เลยช่วงการ copy แล้ว กลายเป็นช่วงแข่งขันกันทำ ตัดราคากัน ใครถูกกว่า หรือใครดัดแปลงมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ น่าสนใจกว่า เพื่อดึงเงินมาหาตัวเอง

นั่นคือ ไม่ได้ทำเพื่อให้เกิดสินค้าแบบที่ฝั่งตะวันตกคิด ที่เราต้องคิดอะไรใหม่เพื่อทำให้โลกดีขึ้น คิดแล้วสตีฟ จ๊อบส์ ต้องร้องว้าววว คิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้เพราะอะไร เพราะพื้นฐานคนจีน ไม่ได้จบการศึกษา MIT ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับบริบททางเทคโนโลยีแบบที่ซิลิคอนวัลลีมี

ปีที่บิลล์ เกตต์ ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ในปี 1975 ประเทศจีนกำลังอยู่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ถัดมาในปี 1998 เมื่อเซอร์เกย์ บริน กับลาร์รี เพจ ก่อตั้ง Google มีคนจีนเพียง 0.2% ที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตหมายความว่า คนจีนรุ่นปัจจุบันที่กำลังทำอะไรมากมาย พวกเขาเพิ่งผ่านความยากลำบากมาได้ย้อนกลับไปก็ไม่พ้นรุ่นพ่อแม่เท่านั้นเอง ดังนั้นจะให้มาคิดอะไรเปลี่ยนโลกเลยนั้น น่าจะไม่ใช่ประเด็นในใจหลัก แล้วอย่าลืมว่า จีนเคยมีนโยบายลูกคนเดียว แล้วพอลูกคนนั้นโต เขาต้องรับผิดชอบ อาม่า อาอึ้ม อาเหล่าม่า อาแป๊ะ อาเจ๊ก อาโกว ซาโกว โอ้ว สาระพัด ไหล่กว้างแค่นั้นมันจะแบกรับความรับผิดชอบยังไงไหว หัวใจก็ต้องคิดเอาตัวรอด หาเงินเลี้ยงครอบครัวก่อน ใครจะมันไปเพ้อฝันถึงเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

จากช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ก็มาถึงยุคของ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่เริ่มเปิดประเทศ วางรูปแบบประเทศใหม่ ท่านเติ้ง เปรยว่า เราต้องปล่อยให้มีคนรวยเกิดขึ้นบ้างดังนั้นเมื่อประเทศจีน มีคนรวยเกิดขึ้น คนข้างบ้านคนรวย ก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ ในกิจการชาวบ้าน เขาทำอะไรถึงมีเงิน ถึงรวย มีเสื้อผ้าดี ๆ อาหารดี ๆ ก็เกิดการแข่งขัน มีรถใหม่ เสื้อผ้าใหม่ บางคนชอบรถ ซื้อรถหลายคัน บางบ้านถึงกับต้องซื้อ คลาลามายด์ เพราะอะไร ….. หลายคัน….เกินนนนนน

เศรษฐกิจเมื่อมีการแข่งขัน ก็เกิดแรงจูงใจ ทำให้กระจายตัวออกไปในวงกว้าง จากที่เราเคย copy เมกา หลัง ๆ มา จีน copy จีนกันเอง ตัดราคากันเอง เล่นกันเองทั้งใต้ดินบนดิน นั่นคือสิ่งที่จีนโดดเด่นคือ “ความเป็นผู้ประกอบการ”ในขณะที่โลกตะวันตกมองจีนว่า การไปทำธุรกิจในจีนนั้นยาก เพราะรัฐบาลจีนเล่นแง่ ควบคุมเยอะ แต่จริง ๆ เพราะตะวันตกคิดว่า เทคโนโลยี one size fits all เทคโนโลยีอยู่ที่ซิลิคอนวัลลีย์แค่ให้มีภาษาจีนก็จบ แต่จริงๆ. ไม่ใช่ เพราะแม้แต่การสำรวจการอ่านหน้าเว็บเพจ สไตล์การใช้งานเว็บเพจก็ต่างกัน การคลิ๊กก็ต่างกัน จนทำให้บริษัทที่แค่จ้างเซลล์แมนจีน แต่ไม่ปรับตัว สร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตลาดจีน ล้มเหลวไป eBay ก็แพ้ให้แจ็ค หม่าไปแล้ว ตอนทำ Taobao ส่วนในตลาดจีนตอนนี้ ก็ยิ่งแข่งขันกันมากขึ้นทุกที พวกเขาต้องทำงาน พร้อมทำงานตลอดเวลา ช้าไม่ได้ ใครแพ้ก็ตาย นั่นคือการแข่งขันทวีคูณมากขึ้นทุกวัน

เมื่อยุค “ก็อบมั๊ย” คือ copy แนวคิด โปรแกรม สินค้า อะไรต่างๆ. จากตะวันตก มากมายแล้วนำมา reengineering ดัดแปลง ต่อเติมความเป็นจีนเข้าไปแล้ว ก็ถึงยุคที่จีนจะต้องยืนด้วยขาตัวเองได้สักที 

ก็เลยมีความคิดี่จะเปลี่ยนจงกวนชุนให้เป็นเหมือน ซิลิคอนวัลลีย์ 

เขาเปลี่ยนยังไง ?

เขาก็ให้เงินอุดหนุนให้ร้านค้าแบบเดิม ๆ ให้ย้ายออกไปอยู่ในโซนใหม่ ขณะเดียวกันก็ไปดึง start up ของจีนให้มาทำออฟฟิศบนถนนสายนี้โดยคิดค่าเช่าถูก ๆ ให้สามปี มีการปรับภูมิทัศน์ ทำผิวถนนใหม่ คือทำให้มันดีกว่าเดิม

ถนนสายจงกวนชุนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป

นี่คือ ซิลิคอนวัลลีย์ของจีนที่สร้าง ถนนสายผู้ประกอบการระดับโลก

……….

ทำไมต้องทำเป็นโซน ทำไมต้องเป็นซิลิคอนวัลลีย์ ทำไมต้องทำจงกวนชุน

เรื่องนี้สรุปง่าย ๆได้คือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มันก็เหมือนเรามีเขตอุตสาหกรรมนั้นแหละ แต่ที่ยิ่งกว่าคือ อย่างซิลิคอนวัลลีย์ เด็กเก่ง ๆ คนเก่ง ๆ จากทั่วโลกก็อยากไปทำงานที่นั่นเพราะฟิลล์ อารมณ์การแข่งขัน ความแอคทีฟ มีชีวิตชีวา มันทำให้เขาเก่งขึ้น แถมเงินดีมาก 

ขณะเดียวกัน บริษัทต่าง ๆ ที่เคยเปิดอยู่รัฐอื่น ต่างก็พบประสบการณ์ที่ว่า การหาโปรแกรมเมอร์เก่ง ๆ แถวบ้านสักคน ทำงานสามเดือน เทียบกับโปรแกรมเมอร์ที่ซิลิคอนวัลลีย์ ทำสองอาทิตย์ !

แล้วการทำโปรแกรมขาย คุณต้องแข่งขันเรื่องความเร็วในการออกสินค้าใหม่ ๆ ความเร็วในการให้บริการ แล้วถ้าเกิดโปรแกรมมีปัญหาไม่สามารถออกวางจำหน่ายได้ตามกำหนด เงินที่เข้าบริษัทก็ช้าลง ดอกเบี้ย ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ….. รวมถึงเมื่อช้า ลูกค้าก็ไปซื้อของบริษัทอื่นมาใช้ ……. ก็จบกัน

……………….

สมัยก่อนตอนอินเตอร์เน็ตจีนบูม ๆ คนจีนยังเข้าถึงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของประชากร

พอคนเริ่มเข้าถึง มันก็เข้าถึงแบบ ยังไงอะ ไม่เต็มที่ เพราะคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตได้ก็ต้องมีคอมพิวเตอร์ไง แล้วคอมพิวเตอร์ราคาแพงจะตาย มีใช้ก็แค่กลุ่มคนหยิบมือเดียว

คิดภาพอาม่า อาเหล่าม่าถือคองพิวเตอร์ เลโนโวที่ก่อนจะไปซื้อกิจการ IBM ไม่ออกเลย แต่เราพอนึกภาพอาม่าหัวเราะเวลาเห็นหน้าหลานในสมาร์ทโฟนได้ใช่ไหม

แต่พอเรามี ก็อบมั๊ย บวกกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของสมาร์ทโฟน ภายในไม่กี่ปี คนจีนที่มองเห็นการไกล อย่างเจ้าของ tencent ที่แรก ๆ ทำ QQ ก็เริ่มทุ่มเทพัฒนา รวมทั้งซื้อกิจการ start up ของจีนเพื่อไปพัฒนา app ต่าง ๆ ที่เข้ากับมือถือ พอดีกันกับที่ google China ถอนตัว เพราะปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมจีนไม่ได้ หรือได้ไม่เร็วพอ

ช่องว่างตลาดเปิดรูเบ้อเริ่มเลย

แล้ววันที่คนจีนจำนวนมาก เข้าถึงมือถือสมาร์ทโฟนก็มาถึง ซึ่งมันราคาถูกกว่าคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คส์  คนจีนกี่ร้อยล้านคนอะ ที่มีสมาร์โฟน ดังนั้น app ของ

 tencent ก็ครองตลาดจีน หลัง ๆก็เพิ่ม appใน app เข้าไปอีก กลายเป็น super app คือนัดพบหมอ ขอใบสั่งยาส่งถึงบ้าน จองตั๋วรถ จองตั๋วเครื่องบิน จองวัด จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จิปาถะ  ทั้งหมดนี้ จบใน app เดียว….

เมื่อ app เข้าถึงบัญชีธนาคารของเราได้ มันก็ง่ายไปเสียทุกเรื่อง แถมตอนใช้ app ต้องเปิด location ด้วย ได้ทั้งเงิน ได้ทั้ง data ที่มีคุณภาพในยุค AI

พอมีช่องว่างให้เราได้แทรกตัวเข้าไปตรงไหนได้บ้าง

ร้านหนังสือตามสั่ง รับสั่งหนังสือต่างประเทศและสินค้าจากทั่วโลก ส่งถึงบ้านต่างจังหวัด Tel : 08-5464-1644 | line id : @herothailand.com