back to top

วัวตัวโตจากหญ้าได้อย่างไร

Listen to this article

วัวตัวโตจากหญ้าได้อย่างไร และเหตุใดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อน

I. การสร้างสารอาหารในหญ้าตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

หญ้าสังเคราะห์แสง โดยใช้น้ำและคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบ ซึ่งในกระบวนการนี้จะสร้างน้ำตาลกลูโคสและออกซิเจน การสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน พลังงานแสงอาทิตย์ ให้เป็น พลังงานเคมี ที่บรรจุอยู่ในโมเลกุลน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานพื้นฐานของห่วงโซ่อาหาร

น้ำตาลกลูโคสจะถูกนำมาต่อกันเป็น เซลลูโลส เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับผนังเซลล์พืช ซึ่งจัดเป็น คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ หญ้ายังดูดซับ ไนโตรเจน จากดิน แล้วนำมารวมกับน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้าง กรดอะมิโน และเชื่อมต่อกันเป็นสาย โปรตีน สำหรับการเจริญเติบโต การได้รับไนโตรเจนที่เพียงพอจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หญ้าสามารถยืดตัวและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

Digestion in Grass Eating Animals | Macmillan Education India

II. กายวิภาคของกระเพาะโค (Ruminant Stomach Anatomy)

ก่อนจะเข้าสู่กลไกการย่อย โคเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องที่มีกระเพาะอาหารพิเศษ แบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลัก:

  1. Rumen (รูเมน): เป็นกระเพาะส่วนที่ใหญ่ที่สุด ทำหน้าที่เป็นถังหมักหลัก
  2. Reticulum (เรติคูลัม): มีลักษณะคล้ายรังผึ้ง ทำหน้าที่คัดแยกอาหารที่ย่อยแล้วกับอาหารที่ต้องขย้อนกลับมาเคี้ยวเอื้อง
  3. Omasum (โอมาซัม): มีลักษณะเป็นชั้นคล้ายหน้าหนังสือ ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ
  4. Abomasum (อะโบมาซัม): เป็น ‘กระเพาะจริง’ ที่หลั่งกรดและเอนไซม์เหมือนกระเพาะของสัตว์กระเพาะเดี่ยว

การย่อยในโคส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรูเมน โดยอาศัยจุลินทรีย์

III. กลไกการย่อยของโค: จากเซลลูโลสสู่โปรตีนและกล้ามเนื้อ

โคบริโภคหญ้าเป็นอาหารหลัก แต่โคไม่สามารถย่อยเซลลูโลสได้โดยตรง เนื่องจากขาดเอนไซม์ เซลลูเลส (Cellulase) ในระบบทางเดินอาหาร ดังนั้น ภายในกระเพาะอาหารส่วนแรกที่เรียกว่า Rumen (กระเพาะรูเมน) จึงเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์จำนวนมาก ทั้งแบคทีเรีย อาร์เคีย และโปรโตซัว ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะปล่อยเอนไซม์เซลลูเลสออกมาเพื่อย่อยสลายเซลลูโลสให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส ก่อนจะเปลี่ยนเป็น กรดไขมันระเหยง่าย (Volatile Fatty Acids – VFAs) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักที่โคได้รับ

ดังนั้น กล้ามเนื้อของโคจึงไม่ได้มาจากคาร์โบไฮเดรตเพียงอย่างเดียว คำตอบคือโคได้รับโปรตีนจากการย่อยสลายแบคทีเรียที่เจริญเติบโตในกระเพาะรูเมน จุลินทรีย์ในรูเมนจะใช้ไนโตรเจนและสารอาหารจากหญ้าสร้างโปรตีนในเซลล์ของตัวเอง จากนั้นเมื่อพวกมันขยายพันธุ์และมีจำนวนเพิ่มขึ้น ก็จะถูกส่งผ่านไปยังกระเพาะส่วน Abomasum (กระเพาะจริง) ที่นี่พวกมันจะถูกย่อยสลายโดยกรดและเอนไซม์ของโค เพื่อให้ได้ กรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่โคใช้ในการสังเคราะห์ โปรตีนและสร้างกล้ามเนื้อ ต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาในรายละเอียด สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จากตำราทางสัตวศาสตร์ อาทิ หนังสือ “ชีวเคมีทางสัตวศาสตร์” โดย บุญล้อม ชีวะอิสระกุล หรือตำราที่เกี่ยวข้องกับสรีรวิทยาของสัตว์เคี้ยวเอื้อง ****

IV. การกำเนิดก๊าซมีเทน: ผลผลิตจากการหมักแบบไม่ใช้ออกซิเจน 💨

แล้วจากการย่อยในกระเพาะของโค มันเป็นการ หมักแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Fermentation) ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่มีออกซิเจนเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงก่อให้เกิดก๊าซมีเทนขึ้นมา หลักการนี้คล้ายคลึงกับการย่อยสลายของอินทรียวัตถุที่จมอยู่ในน้ำลึกหรือบริเวณที่ไม่ถูกแสงและไม่มีออกซิเจน เช่น ตามท้องไร่ท้องนาที่มีการปล่อยน้ำขังเพื่อกำจัดวัชพืช ซึ่งจะมีการทำงานของแบคทีเรียที่ย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน และเกิดก๊าซมีเทนในลักษณะเดียวกัน

เมื่อก๊าซมีเทนสะสมตัวในปริมาณมาก โคจะเกิดอาการแน่นท้องและต้องขับก๊าซออกมาผ่านการ เรอ (Eructation) โดยก๊าซมีเทนที่ถูกปล่อยออกมานี้จะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เป็นที่น่าสังเกตว่ากว่า 90% ของมีเทนที่โคปล่อยออกมานั้นเกิดจากการเรอ ไม่ใช่การผายลม นอกจากนี้ การสร้างและปล่อยก๊าซมีเทนยังถือเป็น การสูญเสียพลังงาน ที่โคควรจะได้รับจากอาหารด้วย

What is methane? And what part does livestock farming play?

V. มีเทน: ตัวเร่งภาวะโลกร้อนที่มีอำนาจสูง 🔥

ก๊าซมีเทนมีคุณสมบัติในการดูดซับความร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (GWP100) สูงกว่าประมาณ 27-30 เท่า สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างโมเลกุลที่เป็นรูปทรง Tetrahedron ซึ่งมีความสามารถสูงในการดูดซับความยาวคลื่นในช่วง อินฟราเรด (Infrared) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถกักเก็บความร้อนไว้ได้มาก

โดยปกติแล้ว โลกจำเป็นต้องมีก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ เพื่อรักษาอุณหภูมิของโลกให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต หากไม่มีก๊าซเหล่านี้ โลกก็จะอยู่ในสภาวะที่หนาวเย็นเกินไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีการสร้างก๊าซมีเทนในปริมาณที่มากเกินไปจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะจากภาคปศุสัตว์ ซึ่งส่งผลให้เกิด ภาวะโลกร้อน อย่างรุนแรงและรวดเร็ว เนื่องจากศักยภาพในการกักเก็บความร้อนที่สูงของก๊าซมีเทน

มีการประเมินว่ามีประชากรวัวควายรวมกันทั่วโลกกว่า 1,ุ600 ล้านตัว

VI. แนวทางการบรรเทาปัญหา: นวัตกรรมสาหร่ายทะเล 💡

จึงได้มีการริเริ่มแนวคิดในการใช้สาหร่ายทะเลเป็นอาหารเสริมสำหรับโค เพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์ Methanogen ที่ทำหน้าที่หมักหญ้าในกระเพาะรูเมน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนให้อยู่ในระดับที่น้อยลงได้ งานวิจัยชิ้นสำคัญที่แสดงประสิทธิภาพของการใช้สาหร่ายทะเลคือผลงานของ Kinley et al. (2020) ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of Cleaner Production [Kinley et al. 2020 seaweed methane research] สารออกฤทธิ์ในสาหร่ายทะเลสีแดง ชนิด Asparagopsis taxiformis จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแบคทีเรียที่เปลี่ยนไฮเดรเจนอันเป็นผลผลิตจากการย่อยของจุลินทรีย์ชนิดอื่นมาเป็นมีเทน โดยกลไกนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการได้รับสารอาหาร หรือประสิทธิภาพในการผลิตของโคแต่อย่างใด และยังช่วยเพิ่มพลังงานที่โคจะได้รับจากการลดการสูญเสียมีเทนอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจแนวทางการลดก๊าซมีเทนในปศุสัตว์ สามารถค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรายงานทางวิชาการและการศึกษาด้าน Cow Methane Reduction เพื่อทำความเข้าใจถึงเทคโนโลยีการลดก๊าซมีเทนจากโคอย่างยั่งยืน

หนังสือแนะนำ

Ruminant Physiology: Digestion, Metabolism, and Nutrition

  • เนื้อหาโดยย่อ: เป็นตำราหลักที่ครอบคลุมสรีรวิทยาของสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่างละเอียด รวมถึงกายวิภาคของกระเพาะอาหาร (รูเมน, เรติคูลัม, โอมาซัม, อะโบมาซัม) กระบวนการหมักจุลินทรีย์ และเมแทบอลิซึมของสารอาหาร

Feeds and Feeding

  • เนื้อหาโดยย่อ: แม้จะเป็นตำราโภชนาการปศุสัตว์ทั่วไป แต่จะมีส่วนที่อธิบายถึงองค์ประกอบของหญ้าและพืชอาหารสัตว์ การใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และการจัดการอาหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยในรูเมน ซึ่งเป็นรากฐานของการเกิดมีเทน

The Microbial Ecosystem of the Rumen

  • เนื้อหาโดยย่อ: เป็นหนังสืออ้างอิงและตำราวิชาการชั้นนำที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคนที่สนใจศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารอันน่าอัศจรรย์ของสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยเฉพาะโค หนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกเข้าไปใน กระเพาะรูเมน (Rumen) ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานหมักชีวภาพขนาดเล็กที่ซับซ้อนที่สุดในโลกธรรมชาติ เนื้อหาครอบคลุมทุกแง่มุมของระบบนิเวศทางจุลินทรีย์ในรูเมน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สัตว์เหล่านี้สามารถเปลี่ยนอาหารหยาบ (เช่น หญ้าและฟาง) ให้กลายเป็นพลังงานและโปรตีนคุณภาพสูง (เนื้อและนม) ได้

Journal
1.Kinley et al. (2020)การลดการปล่อยมีเทนจากโคโดยใช้สาหร่ายแดง (A. taxiformis)Journal of Cleaner Production10.1016/j.jclepro.2020.120836
2.ภาพรวมจุลชีววิทยาของกระเพาะรูเมน (Rumen Microbial Ecosystem)Animals (Basel) / MDPIMDPI/2076-2615/14/1/13
3.O’Shaughnessy et al. (2022)กลยุทธ์การบรรเทาปัญหาการปล่อยก๊าซมีเทนจากสัตว์เคี้ยวเอื้องPMC / Animals (Basel)PMC9628856
4.Monteils et al. (2023)การพัฒนารูปแบบจำลองจุลินทรีย์ในรูเมนเพื่อความยั่งยืนAnimal MicrobiomePubMed ID: 37821326
5.ความสำคัญของการลดมีเทนจากปศุสัตว์ต่อการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกPNAS หรือ Frontiersdoi:10.1073/pnas.2410863121

หากถูกใจบทความดังกล่าว สามารถกดไลค์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้กัน
ร่วมสนับสนุนการทำเนื้อหาได้ที่
SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี : HEROTHAILAND.COM บัญชี : ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี : 667-265599-4

Herothailand.com รับสั่งหนังสือต่างประเทศ สินค้าต่างประเทศ
พร้อมรับประกันการจัดส่งถึงบ้าน
ไม่ได้รับสินค้า ยินดีคืนเงินเต็ม 100%
Tel : 08-5464-1644