Levi’s เร่งปรับปรุงภาพลักษณ์บริษัทใหม่ให้แข่งขันได้

กดฟังบทความ

Rebecca Van Dyck ผู้นำแคมเปญ “Just Do It” มาใช้กับ Nike Inc. และช่วย Apple Inc. ทำ iPhone ให้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพิ่งรับงานดูแลสินค้าเพื่อกระตุ้นยอดขายที่นิ่งมานานให้กับ Levi Strauss & Co.

Van Dyck ร่วมงานกับ Apple ในปี 2007  ในวันที่เปิดตัว iPhone  ได้เข้ามาช่วยงาน Levi’s ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อช่วยผลักดันการทำตลาดระดับโลกให้กับ Levi’s เป็นครั้งแรก มันเป็นส่วนหนึ่งของความพยามยามอันยิ่งยวดที่มีเป้าหมายให้สินค้าออกจากร้านค้ารวดเร็วขึ้นและดึงดูดลูกค้ากลับมายังบริษัทที่มีอายุกว่า 150 ปี แห่งนี้หลังจากที่ถูกคู่แข่งแย่งตลาดมานาน

Van Dyck บอกว่า “ฉันสวม Levi’s อยู่เสมอ แต่พวกเขาดูค่อนข้างห่างเหินในความคิดของฉัน  ฉันต้องการให้เราแสดงออกถึงความมั่นใจ และสิ่งนี้กำลังจะปรากฏต่อคนหนุ่มสาวไปจนถึงกลุ่มผู้มีอายุที่โตมาพร้อมกับ Levi’s”

บริษัทที่มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ขยายปีกครอบคลุมวงการยีนส์มาเกือบศตวรรษ  พบว่าส่วนแบ่งการตลาดของพวกเขาถูกบริษัทอื่น ๆ ที่เข้าสู่ตลาดด้วยราคาที่ต่ำกว่าหรือเน้นยีนส์แบบหรูหรามีราคาที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งแย่งส่วนแบ่งการตลาดไป

Robert Hanson ประธานบริหารภาพรวมแบรนด์ Levi’s ในระดับโลก ผู้ว่าจ้าง Van Dyck เข้ามาช่วยงาน กล่าวว่า “เรากำลังอยู่ที่ระยะทาง 20 ไมล์จากการเดินทางไกล 100 ไมล์”

Advertisement/พื้นที่ลงโฆษณา

Levi’s ได้จดสิทธิบัตรยีนส์ตัวแรกเมื่อปี 1873  ที่พวกเขาเรียกว่า “waist-high overalls”   โดยผู้อพพยชาวบาวาเรียนชื่อ Levi Strauss กางเกงยีนส์ทำจากผ้า denim และทำให้แข็งแรงขึ้นด้วยหมุดสังกะสี ซึ่งทำขึ้นมาสำหรับคนงานเหมืองแร่ทองคำในแคลิฟอร์เนียและต่อมาได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนตัดไม้ คนทำงานรถไฟและเกษตรกร

Marshal Cohen นักวิเคราะห์จาก NPD Group Inc. บอกว่า “ความยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ของ Levi’s  สะท้อนได้จาก การที่ Bruce Springsteen สวมกางเกง Levi’s ถ่ายปกอัลบั๊มของเขา ที่ชื่อว่า  “Born in the USA” ในปี 1984  และคงอิทธิพลอยู่มาได้เกือบยี่สิบปี สำหรับในปัจจุบันบริษัทเครื่องแต่งกายเกือบทุกแห่งต่างก็ผลิตเสื้อผ้ายีนส์ เป็นการท้าทาย Levi’s ทั้งในตลาดบนและตลาดล่าง”

ในขณะที่ยังคงครองความเป็นเจ้าตลาด Levi’s ได้ส่วนแบ่งการตลาดจากยอดขายเสื้อผ้ายีนส์ในกลุ่มผู้หญิงลดลงเหลือ 4.4% ในปี 2010 จากที่เคยได้ 5.4% ในปี 2005 ตามรายงานจาก researcher Euromonitor International  ส่วนในกลุ่มเสื้อผ้ายีนส์ผู้ชายนั้น ส่วนแบ่งการตลาดก็ลดลงเหลือ 7% จากที่เคยได้ 8.4%

บริษัทมีภาระหนี้สินจำนวน  1.6 พันล้านเหรียญฯ โดยที่ยอดขายหยุดนิ่งไม่ขยับมากว่าทศวรรษ Levi’s ได้ระบุว่ามียอดรายรับรวมในปี 2010 เป็นจำนวน 4.41 พันล้านเหรียญฯ น้อยกว่าที่เคยได้รับในปี 2000  ตามรายงานข้อมูลจาก Bloomberg

Cohen บอกว่า “Levi’s ทิ้งความเป็นบริษัทผู้นำและเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงไว้ในอดีต ซึ่งในปัจจุบันนี้กลายเป็นเพียงหนึ่งในผู้เล่นที่กำลังแข่งขันกันแย่งเงินจากกระเป๋าผู้บริโภค”

Van Dyck กล่าวว่า ” เธอไว้วาดภาพความท้าทายในการดึงให้ Levi’s กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เป้าหมายอย่างหนึ่งที่ต้องทำก็คือการทำให้ Levi’s มีความสัมพันธ์กับลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้แหวกแนวหรือตามกระแสให้มากขึ้น”

 

อ้างอิงข้อมูลจาก : Bloomberg.com

.........................................
ร่วมสนับสนุนการทำเนื้อหาได้ที่
SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี : HEROTHAILAND.COM บัญชี : ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี : 667-265599-4
สามารถกดไลค์ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้กันได้ครับ