The Green Aspiration vs. The Black Reality
ท่ามกลางกระแสการประชุมระดับโลกที่เน้นย้ำเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความตื่นตัวของภาคประชาชนที่ต้องการหันไปหาพลังงานสะอาด กลับมีรอยร้าวขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ผู้คนไม่ค่อยพูดถึง ความเป็นจริงที่น่าตกใจคือในปี 2024 แม้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจะพุ่งทะลุ 40% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่การใช้พลังงานจากฟอสซิลยังคงครองสัดส่วนสูงถึง 81.5% ของการใช้พลังงานรวมทั่วโลกตามรายงาน Statistical Review of World Energy 2024 ของ Energy Institute สิ่งนี้สะท้อนว่าความต้องการพลังงานของมนุษยชาติไม่ได้ลดน้อยลงเลย แม้กังหันลมและแผงโซลาร์เซลล์จะถูกติดตั้งเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่มันกลับทำหน้าที่เพียงรองรับความต้องการพลังงานใหม่ที่พุ่งสูงขึ้น มากกว่าที่จะเข้าไป “แทนที่” การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก Energy Institute ยืนยันว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังคงแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงจนแหล่งพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียวรับมือไม่ไหว
(The Harsh Reality) คนทั้งโลกตะโกนเรื่องโลกร้อนในที่ประชุมระดับโลก แต่พอค่าไฟขึ้น 10% หรือน้ำมันแพงลิตรละไม่กี่บาท คะแนนนิยมรัฐบาลร่วงกราว นี่คือความจริงที่บริษัทน้ำมันรู้ดีที่สุดว่า “มนุษย์กลัวความลำบาก มากกว่ากลัวโลกละลาย”
ความเป็นไปไม่ได้ในเชิงพาณิชย์
บริษัทน้ำมันระดับโลกหรือกลุ่ม “Big Oil” มองภาพนี้ด้วยเลนส์ที่ต่างจากนักอนุรักษ์อย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้มองว่าความเชื่อเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องไร้สาระในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่มองว่าเป็น “ความเป็นไปไม่ได้ในเชิงพาณิชย์” ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียน (Intermittency) ปรากฏการณ์ที่ “ไม่มีลม แดดไม่ส่อง แต่คนยังต้องใช้ไฟ” คือจุดแข็งที่สุดของฟอสซิล รายงานจาก World Energy Outlook 2023 ของ IEA ระบุว่าโลกต้องเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บพลังงานผ่านแบตเตอรี่มหาศาลถึง 6 เท่าภายในปี 2030 เพื่อประคองระบบไฟฟ้าให้รอดในช่วงที่ธรรมชาติไม่เป็นใจ ซึ่งในมุมมองของนักบริหารน้ำมัน ตราบใดที่เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานยังไม่มีราคาถูกและเสถียรพอ พลังงานฟอสซิลจะเป็นผู้ชนะในฐานะ “พลังงานพื้นฐาน” (Base Load) ที่แน่นอนที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มายาคติของการ “เปลี่ยนผ่าน” (The Illusion of Transition)
คนส่วนใหญ่คิดว่าเรากำลังเลิกใช้น้ำมัน แต่สถิติจริงกลับสวนทาง
อ้างอิง: Energy Institute – Statistical Review of World Energy
The Data: ตามข้อมูลจาก Statistical Review of World Energy 2024 พบว่าในปี 2023 การใช้พลังงานจากฟอสซิล (น้ำมัน, ก๊าซ, ถ่านหิน) ยังคงครองสัดส่วนสูงถึง 81.5% ของการใช้พลังงานทั้งหมดทั่วโลก แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะเติบโตขึ้นมากก็ตาม
Deep Dive: บริษัทน้ำมันมองว่า “ความต้องการ (Demand)” ไม่ได้ลดลงจริง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการพลังงานราคาถูกเพื่อสร้างเมือง

การแข่งขันและสลับสัดส่วนที่ชัดเจนระหว่าง “น้ำมัน” กับ “ก๊าซธรรมชาติ”
สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับตัวภายในอุตสาหกรรมฟอสซิลเอง ซึ่งเราเริ่มเห็นการแข่งขันและสลับสัดส่วนที่ชัดเจนระหว่าง “น้ำมัน” กับ “ก๊าซธรรมชาติ” แม้ทั้งสองสิ่งนี้มักจะมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน แต่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่เริ่มขยับสัดส่วนการลงทุนไปทางก๊าซธรรมชาติมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติถูกยกให้เป็น “เชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน” (Bridge Fuel) ที่สะอาดกว่าน้ำมันและถ่านหิน ในขณะที่น้ำมันยังคงจำเป็นในอุตสาหกรรมการผลิตและการขนส่ง แต่ในภาคการผลิตไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติกำลังเข้ามาแย่งชิงสัดส่วนจากน้ำมันและถ่านหินอย่างรวดเร็ว เพราะก๊าซให้ค่าความร้อนสูงแต่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าน้ำมันประมาณ 25-30% การที่บริษัท Big Oil เร่งขยายพอร์ตก๊าซธรรมชาติ (LNG) จึงไม่ใช่แค่เรื่องการขุดบ่อเดิม แต่คือการสร้างความชอบธรรมให้ฟอสซิลยังคงมีบทบาทในโลกสีเขียวได้ต่อไปอีกหลายสิบปี
นอกจากเรื่องความเสถียรแล้ว ปัจจัยด้าน “ต้นทุน” ยังเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จที่ทำให้ฟอสซิลยังครองเมือง แม้ราคาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จะลดลงอย่างน่าใจหาย แต่เมื่อต้องรวมต้นทุนแฝงในการสำรองระบบ (Firming Cost) ราคาจะดีดตัวสูงขึ้นจนแพงกว่าก๊าซธรรมชาติทันที ความย้อนแย้งนี้เห็นได้ชัดในประเทศมหาอำนาจใหม่อย่างจีนและอินเดียที่แม้จะลงทุนในพลังงานสะอาดมหาศาล แต่ในปีที่ผ่านมากลับมีการใช้ถ่านหินสูงเป็นประวัติการณ์ เพราะสำหรับรัฐบาลแล้ว “ความมั่นคงทางพลังงาน” และราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ สำคัญกว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในวันที่เศรษฐกิจต้องการการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน
กลยุทธ์ “เหยียบเรือสองแคม” (The Two-Track Strategy)
The Data: รายงานจาก Reuters และ NGOs ระบุว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ 5 แห่งของโลก (Supermajors) ใช้เงินลงทุนในพลังงานสะอาดเฉลี่ยเพียง 10-15% ของงบลงทุนทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 85% ยังคงเทไปที่การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ
Strategy: พวกเขาไม่ได้มองว่าโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกเด็ก แต่เขามองว่า “กำไรจากน้ำมันคือกระแสเงินสดที่จะเอาไปซื้ออนาคต” ใครลุกจากโต๊ะน้ำมันก่อน คนนั้นคือผู้แพ้ในเชิงธุรกิจ
เหตุผลที่พลังงานฟอสซิลยังคงมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของรัฐบาลทั่วโลก เป็นเพราะมันคือกองกำลังหลักของ “ต้นทุนการขนส่ง” ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก เมื่อใดก็ตามที่ราคาพลังงานขยับตัวสูงขึ้น มันจะเกิดสภาวะโดมิโนที่ส่งผลกระทบวงกว้างผ่านห่วงโซ่อุปทานทันที ตั้งแต่ค่าปุ๋ยในการเกษตรไปจนถึงค่าโลจิสติกส์ สิ่งนี้คือชนวนเหตุสำคัญของ “เงินเฟ้อ (Inflation)” ที่กัดกินอำนาจซื้อของประชาชนโดยตรง IMF รายงานว่าการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานนำไปสู่สภาวะ “Cost-push inflation” ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทน้ำมันทราบดีว่าในโลกที่การขนส่งสินค้าทางไกลยังพึ่งพาพลังงานสะอาดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฟอสซิลจะเป็นตัวกำหนด “ค่าครองชีพ” ของมนุษยชาติ ดังนั้นการบีบให้เลิกใช้ฟอสซิลเร็วเกินไปจึงเท่ากับการผลักภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลไปให้ประชาชน ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแลก
จุดตายของพลังงานสะอาด: แดดไม่ได้ส่อง 24 ชม. (The Intermittency Trap)
“ตอนไม่มีแดด ไม่มีลม ก็ยังมีไฟ” ซึ่งเป็นจุดที่ฟอสซิลกินรวบ
The Data: รายงานจาก IEA (International Energy Agency) ระบุว่าเพื่อให้โลกเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างสมบูรณ์ เราต้องเพิ่มกำลังการกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) ขึ้นอีก 6 เท่า ภายในปี 2030 ซึ่งตอนนี้ราคาต้นทุนแบตเตอรี่ระดับเมกะวัตต์ยังสูงเกินกว่าที่หลายประเทศจะจ่ายไหว
Big Oil’s Move: บริษัทอย่าง ExxonMobil และ Chevron จึงลงทุนหนักใน “ก๊าซธรรมชาติ” เพราะมันสามารถเปิด-ปิดเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ทันทีที่แดดหุบ (Dispatchable Power)
อ้างอิง: IEA – World Energy Outlook 2023
“เปโตรดอลลาร์” (Petrodollar)
ยิ่งไปกว่านั้น พลังงานฟอสซิลยังถูกผูกติดกับอำนาจทางการเงินโลกผ่านระบบที่เรียกว่า “เปโตรดอลลาร์” (Petrodollar) ซึ่งกำหนดให้การซื้อขายน้ำมันทั่วโลกต้องใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมานานกว่า 50 ปี ระบบนี้บีบให้ทุกประเทศต้องสะสมเงินดอลลาร์เพื่อซื้อพลังงาน ส่งผลให้ดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก ทว่าปัจจุบันรากฐานนี้เริ่มสั่นคลอนจากการเกิดขึ้นของกลุ่ม BRICS+ ที่เริ่มหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นแทนดอลลาร์เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตร ความพยายามในกระบวนการ De-dollarization นี้สะท้อนว่าน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิง แต่เป็น “เสาหลักของระเบียบการเงินโลก” ซึ่งหากโลกเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองในท้องถิ่น อิทธิพลของดอลลาร์ที่ผูกติดกับน้ำมันย่อมต้องสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจาก Chicago Policy Review ยืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านทางสกุลเงินนี้กำลังเป็นหัวข้อสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่
มิติของพลังงานยังถูกซ้อนทับด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น การเข้าถึงแหล่งพลังงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกำไรขาดทุน แต่คือเรื่องของ “อำนาจต่อรองระดับชาติ” การจำกัดการเข้าถึงแหล่งน้ำมันผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังกว่ากองทัพ ในยามสงครามหรือความตึงเครียดระหว่างประเทศ ประเทศที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้จะต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติของผู้ถือครองทรัพยากร พลังงานสะอาดแม้จะดูเป็นอิสระ แต่สายโซ่อุปทานของมัน เช่น แร่หายากและแผงวงจร กลับถูกผูกขาดโดยไม่กี่ประเทศ ดังนั้นฟอสซิลจึงยังคงเป็น “อาวุธที่จับต้องได้” และมีความแน่นอนสูงสุดในความเชื่อของผู้นำโลกที่ต้องการรักษาเอกราชทางพลังงานเอาไว้
แนะนำให้อ่านต่อเรื่อง อะไรแทนดอลลาร์สหรัฐฯได้บ้าง
ต้นทุน” คือพระเจ้า (Cost is King)
ทำไมคนยังใช้ถ่านหินและน้ำมัน? เพราะมัน “ถูกและพร้อมใช้”
The Data: สถิติจาก Lazard’s Levelized Cost of Energy (LCOE) ชี้ว่าแม้โซลาร์จะถูกลงมาก แต่ถ้าต้องบวก “ต้นทุนการสำรองไฟ (Firming Cost)” เพื่อให้มีไฟใช้ 24 ชม. ราคาของพลังงานสะอาดจะกระโดดขึ้นไปสูงกว่าก๊าซธรรมชาติทันที
The Reality: ในอินเดียและจีน การใช้ถ่านหินยังทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time high) ในปีที่ผ่านมา เพราะความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) สำคัญกว่าอากาศสะอาดในวันที่คนไม่มีข้าวจะกิน
เราควรจะละทิ้งการใช้พลังงานสะอาดไปเลยหรือ?
ถ้าอย่างนั้น เราควรจะละทิ้งการใช้พลังงานสะอาดไปเลยหรือ? คำตอบคือ “ไม่ใช่” แต่เราต้องมองมันด้วยความเป็นจริง พลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือกที่สลับสวิตช์ได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันคือการลงทุนเพื่อประกันความเสี่ยงในอนาคต พลังงานฟอสซิลเปรียบเหมือนบ้านหลังเก่าที่ทรุดโทรมแต่ยังมีหลังคาคุ้มหัว เราไม่สามารถทุบบ้านทิ้งได้ตราบเท่าที่บ้านใหม่ยังสร้างไม่เสร็จ สิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่การยุติการใช้ฟอสซิลแบบฉับพลันที่นำไปสู่ความอดอยากและวิกฤตเศรษฐกิจ แต่คือการใช้กำไรจากอุตสาหกรรมพลังงานแบบเดิมมาเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ “ถูกและเสถียร” จนตลาดเป็นฝ่ายเลือกมันเองโดยไม่ต้องมีการบังคับ
กลยุทธ์ “Two-Track Strategy” ที่บริษัทน้ำมันดำเนินอยู่ คือการรีดกำไรสูงสุดจากฟอสซิลในวันนี้เพื่อกว้านซื้อเทคโนโลยีแห่งอนาคตในวันหน้า พวกเขาพยายามรักษาสถานะผู้เล่นหลักไม่ว่าโลกจะหมุนไปด้วยพลังงานสีอะไร บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว แต่คือการต่อสู้ระหว่างอุดมคติที่ต้องการโลกสีเขียว กับความจริงของมนุษย์ที่ต้องการพลังงานที่ถูก ชัวร์ และพร้อมใช้ เพื่อความอยู่รอดในเช้าวันถัดไป มนุษย์อาจจะอยากเปลี่ยนโลกด้วยอุดมการณ์ แต่บริษัทพลังงานและมหาอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนโลกด้วยต้นทุนและอำนาจการต่อรองที่แท้จริง
แนะนำหนังสือที่น่าสนใจ
1. The New Map: Energy, Climate, and the Clash of Nations
ทำไมต้องอ่าน: เขียนโดยปรมาจารย์ด้านพลังงานเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ เล่มนี้อธิบาย “แผนที่อำนาจใหม่” ของโลกที่เกิดจากการปฏิวัติ Shale Gas ของสหรัฐฯ การผงาดของจีน และการพยายามเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
2. The End of the World Is Just the Beginning: Mapping the Collapse of Globalization
ทำไมต้องอ่าน: วิเคราะห์แบบดุดันว่า “โลกาภิวัตน์กำลังล่มสลาย” และโลกกำลังกลับสู่ยุคที่ใครครองทรัพยากร พลังงานและเส้นทางขนส่งคือผู้ชนะ หนังสือเล่มนี้อธิบายว่าทำไมดอลลาร์สหรัฐและกองทัพเรือสหรัฐฯ ถึงยังเป็นกระดูกสันหลังของระบบพลังงานโลก
3. Unsettled: What Climate Science Tells Us, What It Doesn’t, and Why It Matters
ทำไมต้องอ่าน: เขียนโดยอดีตที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของ Obama เล่มนี้ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องโลกร้อน แต่ท้าทายความเชื่อที่ว่า “เราเปลี่ยนผ่านได้ง่ายๆ” โดยเผยให้เห็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดทางเทคนิคที่มักถูกการเมืองปิดบังไว้
4. Life After Fossil Fuels: A Reality Check on Alternative Energy
ทำไมต้องอ่าน: เป็นการ “ตบหน้าด้วยความจริง” เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน โดยวิเคราะห์เจาะลึกว่าทำไมโซลาร์หรือลมถึงยังแทนที่น้ำมันในอุตสาหกรรมหนักและการขนส่งทางไกลไม่ได้ พร้อมสถิติที่แสดงให้เห็นว่าเราพึ่งพาฟอสซิลในทุกอณูของชีวิต (ตั้งแต่ปุ๋ยไปจนถึงพลาสติก)
5. Petrodollar Warfare: Oil, Iraq and the Future of the Dollar
ทำไมต้องอ่าน: หนังสือเล่มนี้เจาะลึกเบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่าง “น้ำมัน” กับ “สกุลเงินดอลลาร์” และอธิบายว่าทำไมสงครามในตะวันออกกลางส่วนใหญ่ถึงมีเรื่องของสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายน้ำมันซ่อนอยู่เบื้องหลัง


