back to top

โลกอยากเขียวแต่กระเป๋าตังค์ยังพึ่งพาสีดำ

RSS
Follow by Email
YouTube
Share
Instagram
WhatsApp
Tiktok
Copy link
URL has been copied successfully!
Listen to this article

The Green Aspiration vs. The Black Reality

ท่ามกลางกระแสการประชุมระดับโลกที่เน้นย้ำเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความตื่นตัวของภาคประชาชนที่ต้องการหันไปหาพลังงานสะอาด กลับมีรอยร้าวขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ผู้คนไม่ค่อยพูดถึง ความเป็นจริงที่น่าตกใจคือในปี 2024 แม้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจะพุ่งทะลุ 40% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่การใช้พลังงานจากฟอสซิลยังคงครองสัดส่วนสูงถึง 81.5% ของการใช้พลังงานรวมทั่วโลกตามรายงาน Statistical Review of World Energy 2024 ของ Energy Institute สิ่งนี้สะท้อนว่าความต้องการพลังงานของมนุษยชาติไม่ได้ลดน้อยลงเลย แม้กังหันลมและแผงโซลาร์เซลล์จะถูกติดตั้งเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่มันกลับทำหน้าที่เพียงรองรับความต้องการพลังงานใหม่ที่พุ่งสูงขึ้น มากกว่าที่จะเข้าไป “แทนที่” การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก Energy Institute ยืนยันว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังคงแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงจนแหล่งพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียวรับมือไม่ไหว

(The Harsh Reality) คนทั้งโลกตะโกนเรื่องโลกร้อนในที่ประชุมระดับโลก แต่พอค่าไฟขึ้น 10% หรือน้ำมันแพงลิตรละไม่กี่บาท คะแนนนิยมรัฐบาลร่วงกราว นี่คือความจริงที่บริษัทน้ำมันรู้ดีที่สุดว่า “มนุษย์กลัวความลำบาก มากกว่ากลัวโลกละลาย”

Podcast : Energy | World Craves Green, but Wallets Depend on Black

ความเป็นไปไม่ได้ในเชิงพาณิชย์

บริษัทน้ำมันระดับโลกหรือกลุ่ม “Big Oil” มองภาพนี้ด้วยเลนส์ที่ต่างจากนักอนุรักษ์อย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้มองว่าความเชื่อเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องไร้สาระในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่มองว่าเป็น “ความเป็นไปไม่ได้ในเชิงพาณิชย์” ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียน (Intermittency) ปรากฏการณ์ที่ “ไม่มีลม แดดไม่ส่อง แต่คนยังต้องใช้ไฟ” คือจุดแข็งที่สุดของฟอสซิล รายงานจาก World Energy Outlook 2023 ของ IEA ระบุว่าโลกต้องเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บพลังงานผ่านแบตเตอรี่มหาศาลถึง 6 เท่าภายในปี 2030 เพื่อประคองระบบไฟฟ้าให้รอดในช่วงที่ธรรมชาติไม่เป็นใจ ซึ่งในมุมมองของนักบริหารน้ำมัน ตราบใดที่เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานยังไม่มีราคาถูกและเสถียรพอ พลังงานฟอสซิลจะเป็นผู้ชนะในฐานะ “พลังงานพื้นฐาน” (Base Load) ที่แน่นอนที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มายาคติของการ “เปลี่ยนผ่าน” (The Illusion of Transition)

คนส่วนใหญ่คิดว่าเรากำลังเลิกใช้น้ำมัน แต่สถิติจริงกลับสวนทาง

อ้างอิง: Energy Institute – Statistical Review of World Energy

The Data: ตามข้อมูลจาก Statistical Review of World Energy 2024 พบว่าในปี 2023 การใช้พลังงานจากฟอสซิล (น้ำมัน, ก๊าซ, ถ่านหิน) ยังคงครองสัดส่วนสูงถึง 81.5% ของการใช้พลังงานทั้งหมดทั่วโลก แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะเติบโตขึ้นมากก็ตาม

Deep Dive: บริษัทน้ำมันมองว่า “ความต้องการ (Demand)” ไม่ได้ลดลงจริง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการพลังงานราคาถูกเพื่อสร้างเมือง

Photo by David Thielen on Unsplash

การแข่งขันและสลับสัดส่วนที่ชัดเจนระหว่าง “น้ำมัน” กับ “ก๊าซธรรมชาติ”

สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับตัวภายในอุตสาหกรรมฟอสซิลเอง ซึ่งเราเริ่มเห็นการแข่งขันและสลับสัดส่วนที่ชัดเจนระหว่าง “น้ำมัน” กับ “ก๊าซธรรมชาติ” แม้ทั้งสองสิ่งนี้มักจะมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน แต่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่เริ่มขยับสัดส่วนการลงทุนไปทางก๊าซธรรมชาติมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติถูกยกให้เป็น “เชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน” (Bridge Fuel) ที่สะอาดกว่าน้ำมันและถ่านหิน ในขณะที่น้ำมันยังคงจำเป็นในอุตสาหกรรมการผลิตและการขนส่ง แต่ในภาคการผลิตไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติกำลังเข้ามาแย่งชิงสัดส่วนจากน้ำมันและถ่านหินอย่างรวดเร็ว เพราะก๊าซให้ค่าความร้อนสูงแต่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าน้ำมันประมาณ 25-30% การที่บริษัท Big Oil เร่งขยายพอร์ตก๊าซธรรมชาติ (LNG) จึงไม่ใช่แค่เรื่องการขุดบ่อเดิม แต่คือการสร้างความชอบธรรมให้ฟอสซิลยังคงมีบทบาทในโลกสีเขียวได้ต่อไปอีกหลายสิบปี

นอกจากเรื่องความเสถียรแล้ว ปัจจัยด้าน “ต้นทุน” ยังเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จที่ทำให้ฟอสซิลยังครองเมือง แม้ราคาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จะลดลงอย่างน่าใจหาย แต่เมื่อต้องรวมต้นทุนแฝงในการสำรองระบบ (Firming Cost) ราคาจะดีดตัวสูงขึ้นจนแพงกว่าก๊าซธรรมชาติทันที ความย้อนแย้งนี้เห็นได้ชัดในประเทศมหาอำนาจใหม่อย่างจีนและอินเดียที่แม้จะลงทุนในพลังงานสะอาดมหาศาล แต่ในปีที่ผ่านมากลับมีการใช้ถ่านหินสูงเป็นประวัติการณ์ เพราะสำหรับรัฐบาลแล้ว “ความมั่นคงทางพลังงาน” และราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ สำคัญกว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในวันที่เศรษฐกิจต้องการการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน

กลยุทธ์ “เหยียบเรือสองแคม” (The Two-Track Strategy)

The Data: รายงานจาก Reuters และ NGOs ระบุว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ 5 แห่งของโลก (Supermajors) ใช้เงินลงทุนในพลังงานสะอาดเฉลี่ยเพียง 10-15% ของงบลงทุนทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 85% ยังคงเทไปที่การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ

Strategy: พวกเขาไม่ได้มองว่าโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกเด็ก แต่เขามองว่า “กำไรจากน้ำมันคือกระแสเงินสดที่จะเอาไปซื้ออนาคต” ใครลุกจากโต๊ะน้ำมันก่อน คนนั้นคือผู้แพ้ในเชิงธุรกิจ

เหตุผลที่พลังงานฟอสซิลยังคงมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของรัฐบาลทั่วโลก เป็นเพราะมันคือกองกำลังหลักของ “ต้นทุนการขนส่ง” ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก เมื่อใดก็ตามที่ราคาพลังงานขยับตัวสูงขึ้น มันจะเกิดสภาวะโดมิโนที่ส่งผลกระทบวงกว้างผ่านห่วงโซ่อุปทานทันที ตั้งแต่ค่าปุ๋ยในการเกษตรไปจนถึงค่าโลจิสติกส์ สิ่งนี้คือชนวนเหตุสำคัญของ “เงินเฟ้อ (Inflation)” ที่กัดกินอำนาจซื้อของประชาชนโดยตรง IMF รายงานว่าการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานนำไปสู่สภาวะ “Cost-push inflation” ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทน้ำมันทราบดีว่าในโลกที่การขนส่งสินค้าทางไกลยังพึ่งพาพลังงานสะอาดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฟอสซิลจะเป็นตัวกำหนด “ค่าครองชีพ” ของมนุษยชาติ ดังนั้นการบีบให้เลิกใช้ฟอสซิลเร็วเกินไปจึงเท่ากับการผลักภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลไปให้ประชาชน ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแลก

จุดตายของพลังงานสะอาด: แดดไม่ได้ส่อง 24 ชม. (The Intermittency Trap)

“ตอนไม่มีแดด ไม่มีลม ก็ยังมีไฟ” ซึ่งเป็นจุดที่ฟอสซิลกินรวบ

The Data: รายงานจาก IEA (International Energy Agency) ระบุว่าเพื่อให้โลกเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างสมบูรณ์ เราต้องเพิ่มกำลังการกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) ขึ้นอีก 6 เท่า ภายในปี 2030 ซึ่งตอนนี้ราคาต้นทุนแบตเตอรี่ระดับเมกะวัตต์ยังสูงเกินกว่าที่หลายประเทศจะจ่ายไหว

Big Oil’s Move: บริษัทอย่าง ExxonMobil และ Chevron จึงลงทุนหนักใน “ก๊าซธรรมชาติ” เพราะมันสามารถเปิด-ปิดเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ทันทีที่แดดหุบ (Dispatchable Power)

อ้างอิง: IEA – World Energy Outlook 2023

What the oil industry doesn’t want you to know – Stephanie Honchell Smith

“เปโตรดอลลาร์” (Petrodollar)

ยิ่งไปกว่านั้น พลังงานฟอสซิลยังถูกผูกติดกับอำนาจทางการเงินโลกผ่านระบบที่เรียกว่า “เปโตรดอลลาร์” (Petrodollar) ซึ่งกำหนดให้การซื้อขายน้ำมันทั่วโลกต้องใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมานานกว่า 50 ปี ระบบนี้บีบให้ทุกประเทศต้องสะสมเงินดอลลาร์เพื่อซื้อพลังงาน ส่งผลให้ดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก ทว่าปัจจุบันรากฐานนี้เริ่มสั่นคลอนจากการเกิดขึ้นของกลุ่ม BRICS+ ที่เริ่มหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นแทนดอลลาร์เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตร ความพยายามในกระบวนการ De-dollarization นี้สะท้อนว่าน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิง แต่เป็น “เสาหลักของระเบียบการเงินโลก” ซึ่งหากโลกเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองในท้องถิ่น อิทธิพลของดอลลาร์ที่ผูกติดกับน้ำมันย่อมต้องสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจาก Chicago Policy Review ยืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านทางสกุลเงินนี้กำลังเป็นหัวข้อสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่

มิติของพลังงานยังถูกซ้อนทับด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น การเข้าถึงแหล่งพลังงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกำไรขาดทุน แต่คือเรื่องของ “อำนาจต่อรองระดับชาติ” การจำกัดการเข้าถึงแหล่งน้ำมันผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังกว่ากองทัพ ในยามสงครามหรือความตึงเครียดระหว่างประเทศ ประเทศที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้จะต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติของผู้ถือครองทรัพยากร พลังงานสะอาดแม้จะดูเป็นอิสระ แต่สายโซ่อุปทานของมัน เช่น แร่หายากและแผงวงจร กลับถูกผูกขาดโดยไม่กี่ประเทศ ดังนั้นฟอสซิลจึงยังคงเป็น “อาวุธที่จับต้องได้” และมีความแน่นอนสูงสุดในความเชื่อของผู้นำโลกที่ต้องการรักษาเอกราชทางพลังงานเอาไว้

แนะนำให้อ่านต่อเรื่อง อะไรแทนดอลลาร์สหรัฐฯได้บ้าง

ต้นทุน” คือพระเจ้า (Cost is King)

ทำไมคนยังใช้ถ่านหินและน้ำมัน? เพราะมัน “ถูกและพร้อมใช้”

The Data: สถิติจาก Lazard’s Levelized Cost of Energy (LCOE) ชี้ว่าแม้โซลาร์จะถูกลงมาก แต่ถ้าต้องบวก “ต้นทุนการสำรองไฟ (Firming Cost)” เพื่อให้มีไฟใช้ 24 ชม. ราคาของพลังงานสะอาดจะกระโดดขึ้นไปสูงกว่าก๊าซธรรมชาติทันที

The Reality: ในอินเดียและจีน การใช้ถ่านหินยังทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time high) ในปีที่ผ่านมา เพราะความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) สำคัญกว่าอากาศสะอาดในวันที่คนไม่มีข้าวจะกิน

เราควรจะละทิ้งการใช้พลังงานสะอาดไปเลยหรือ?

ถ้าอย่างนั้น เราควรจะละทิ้งการใช้พลังงานสะอาดไปเลยหรือ? คำตอบคือ “ไม่ใช่” แต่เราต้องมองมันด้วยความเป็นจริง พลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือกที่สลับสวิตช์ได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันคือการลงทุนเพื่อประกันความเสี่ยงในอนาคต พลังงานฟอสซิลเปรียบเหมือนบ้านหลังเก่าที่ทรุดโทรมแต่ยังมีหลังคาคุ้มหัว เราไม่สามารถทุบบ้านทิ้งได้ตราบเท่าที่บ้านใหม่ยังสร้างไม่เสร็จ สิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่การยุติการใช้ฟอสซิลแบบฉับพลันที่นำไปสู่ความอดอยากและวิกฤตเศรษฐกิจ แต่คือการใช้กำไรจากอุตสาหกรรมพลังงานแบบเดิมมาเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ “ถูกและเสถียร” จนตลาดเป็นฝ่ายเลือกมันเองโดยไม่ต้องมีการบังคับ

กลยุทธ์ “Two-Track Strategy” ที่บริษัทน้ำมันดำเนินอยู่ คือการรีดกำไรสูงสุดจากฟอสซิลในวันนี้เพื่อกว้านซื้อเทคโนโลยีแห่งอนาคตในวันหน้า พวกเขาพยายามรักษาสถานะผู้เล่นหลักไม่ว่าโลกจะหมุนไปด้วยพลังงานสีอะไร บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว แต่คือการต่อสู้ระหว่างอุดมคติที่ต้องการโลกสีเขียว กับความจริงของมนุษย์ที่ต้องการพลังงานที่ถูก ชัวร์ และพร้อมใช้ เพื่อความอยู่รอดในเช้าวันถัดไป มนุษย์อาจจะอยากเปลี่ยนโลกด้วยอุดมการณ์ แต่บริษัทพลังงานและมหาอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนโลกด้วยต้นทุนและอำนาจการต่อรองที่แท้จริง

แนะนำหนังสือที่น่าสนใจ

1. The New Map: Energy, Climate, and the Clash of Nations

ทำไมต้องอ่าน: เขียนโดยปรมาจารย์ด้านพลังงานเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ เล่มนี้อธิบาย “แผนที่อำนาจใหม่” ของโลกที่เกิดจากการปฏิวัติ Shale Gas ของสหรัฐฯ การผงาดของจีน และการพยายามเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

2. The End of the World Is Just the Beginning: Mapping the Collapse of Globalization

ทำไมต้องอ่าน: วิเคราะห์แบบดุดันว่า “โลกาภิวัตน์กำลังล่มสลาย” และโลกกำลังกลับสู่ยุคที่ใครครองทรัพยากร พลังงานและเส้นทางขนส่งคือผู้ชนะ หนังสือเล่มนี้อธิบายว่าทำไมดอลลาร์สหรัฐและกองทัพเรือสหรัฐฯ ถึงยังเป็นกระดูกสันหลังของระบบพลังงานโลก

3. Unsettled: What Climate Science Tells Us, What It Doesn’t, and Why It Matters

ทำไมต้องอ่าน: เขียนโดยอดีตที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของ Obama เล่มนี้ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องโลกร้อน แต่ท้าทายความเชื่อที่ว่า “เราเปลี่ยนผ่านได้ง่ายๆ” โดยเผยให้เห็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดทางเทคนิคที่มักถูกการเมืองปิดบังไว้

4. Life After Fossil Fuels: A Reality Check on Alternative Energy

ทำไมต้องอ่าน: เป็นการ “ตบหน้าด้วยความจริง” เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน โดยวิเคราะห์เจาะลึกว่าทำไมโซลาร์หรือลมถึงยังแทนที่น้ำมันในอุตสาหกรรมหนักและการขนส่งทางไกลไม่ได้ พร้อมสถิติที่แสดงให้เห็นว่าเราพึ่งพาฟอสซิลในทุกอณูของชีวิต (ตั้งแต่ปุ๋ยไปจนถึงพลาสติก)

5. Petrodollar Warfare: Oil, Iraq and the Future of the Dollar

ทำไมต้องอ่าน: หนังสือเล่มนี้เจาะลึกเบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่าง “น้ำมัน” กับ “สกุลเงินดอลลาร์” และอธิบายว่าทำไมสงครามในตะวันออกกลางส่วนใหญ่ถึงมีเรื่องของสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายน้ำมันซ่อนอยู่เบื้องหลัง

หากถูกใจบทความดังกล่าว สามารถกดไลค์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้กัน
ร่วมสนับสนุนการทำเนื้อหาได้ที่
SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี : HEROTHAILAND.COM บัญชี : ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี : 667-265599-4
If this piece helped you carry what you’re holding, you’re welcome to support our work here.
Recipient : HEROTHAILAND.COM
Account no : 667-265599-4
Bank: The Siam Commercial Bank PCL
(SWIFT CODE): SICOTHBK

Herothailand.com รับสั่งหนังสือต่างประเทศ สินค้าต่างประเทศ
พร้อมรับประกันการจัดส่งถึงบ้าน
ไม่ได้รับสินค้า ยินดีคืนเงินเต็ม 100%
Tel : 08-5464-1644