ระเบิดเวลาประชากร

กดฟังบทความ

ในปี 1965  โลกมีประชากรราว 3.3 พันล้านคน เพียงแค่ช่วงเวลา 50 ปี ณ เวลานี้ โลกมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 7.3 พันล้านคน จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นนี้ย่อมส่งผลมหาศาลต่อความสามารถในการผลิต การบริการรวมถึงการจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจ ทุก ๆ ประเทศจะมีจุดรุ่งเรืองของสมดุลของประชากร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงาน ทำให้ทั้งการผลิตและการบริโภคเติบโตขึ้นทั้งสองด้านส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม


ประชากรถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทำให้เศรษฐกิจรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ยิ่งมีประชากรมากเท่าไหร่ก็มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะใหญ่มากขึ้นเท่านั้น รวมถึงมีพลังและอิทธิพลขับเคลื่อนในระดับโลก แต่ในขณะที่จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั้นกลุ่มประชากรผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากขึ้นเช่นกัน อายุเฉลี่ยของผู้คนบนโลกในตอนเริ่มต้นทศวรรษนี้คือ 32 ปี  ในตอนท้ายของศตวรรษนี้ค่าเฉลี่ยจะขยับเป็น 42 ปี ภายในปี 2035 ประชากรโลกจำนวน 1.1 พันล้านคนจะมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 65 ปี ผู้สูงอายุเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

บางประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก อย่างอิตาลี เยอรมนี ญี่ปุ่น และจีน ต่างกำลังพากันเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังจะขาดแคลนแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจรวมทั้งจะส่งผลกระทบทางสังคมอีกหลายอย่างตามมา

…. ….. …..

How to deal with a slow global population growth? 

เมื่อประชากรมีอายุมากขึ้น นั่นก็หมายความว่ามีผู้คนที่อยู่ในฝั่งผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการมากกว่าผู้คนที่อยู่ในฝั่งผู้ผลิตและให้บริการ  ดังนั้นเศรษฐกิจที่มีประชากรสูงวัยจำนวนมากจึงมีแนวโน้มที่จะเติบโตลดลง ผู้คนจะออมเงินกันน้อยแต่ใช้เงินมากขึ้นและส่งผลผลักดันอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในอีกสองสามทศวรรษข้างหน้านี้

Advertisement/พื้นที่ลงโฆษณา

… …. …….

หลายประเทศที่มีประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่จะอยู่ในอาฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถรองรับการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี อีกประเทศที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คืออินเดีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของอินเดียในเวลานี้อยู่ในช่วงวัยทำงานซึ่งช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ทำให้ในปี 2016 อินเดียเป็นประเเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก

ในทางกลับกันประเทศที่พัฒนาแล้วมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่างอิตาลีและเยอรมนี จำนวนประชากรยังหมายถึงแรงงานที่มีทักษะฝีมืออีกด้วย หากแรงงานมีการเติบโตอย่างเชื่องช้าหรือมีการหดตัวก็ย่อมส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความยั่งยืนและที่สำคัญปัจจัยดังกล่าวยังเกิดขึ้นในภาวะที่ประเทศมีการก่อเพดานหนี้ไว้สูง ดังนั้นเพื่อประคองเศรษฐกิจไว้ รัฐบาลของประเทศดังกล่าวอาจต้องพิจารณาเปิดรับผู้อพยพที่อยู่ในวัยทำงานเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดนี้ รวมถึงการขยายระยะเวลาการทำงานของผู้ถึงวัยเกษียณออกไปอีกสักสี่ห้าปีเป็นต้น

…. …… …………….

เมื่อแก้ปัญหาด้วยการเปิดรับผู้อพยพในวัยทำงาน สิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องของวัฒธรรมที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากความหลากหลายของกลุ่มคนที่มีมากขึ้น

….. ….. ….

ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ประชากรเป็นเรื่องที่ส่งผลในหลายอย่าง การที่ประชากรอพยพจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศอื่นนั้น  ไม่ว่าจะด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งในประเทศหรือภาวะขาดแคลนอาหาร หางานทำ ส่งผลให้เกิดคลื่นผู้อพยพหรือวิกฤติผู้ลี้ภัยเป็นระลอก ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศที่สามจะเปิดรับผู้อพยพเหล่านี้ได้ทั้งหมด การอพยพหรือการเคลื่อนที่ของกลุ่มประชากรแต่ละครั้งอาจไม่ได้มีแรงงานคนหนุ่มสาวมากเพียงพอเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือเป็นกลุ่มประชากรที่ไม่มีทักษะเพียงพอตามที่ตลาดต้องการ

…. ….. …..

China’s Population Crisis Is About To Explode, Demographics Collapse is Here. End of China?

แล้วประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอย่างจีนล่ะ ? เป็นอย่างไรบ้าง

ในปี 1979 ย้อนกลับไปในสมัยเติ้ง เสี่ยวผิง ได้นำนโยบายลูกคนเดียวของจีนมาบังคับใช้ซึ่งส่งผลต่อมาอย่างเห็นได้ชัด โดยนโยบายลูกคนเดียวนั้นได้ยกเลิกอย่างจริงจังไปในปี 2015 สมัยของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

อัตราการเจริญพันธุ์ของจีนในช่วงทศวรรษที่ 1970 ตัวเลขอัตราการมีบุตรต่อช่วงชีวิตของผู้หญิงหนึ่งคน อยู่ที่ 5.9 แต่ในปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดต่ำลงมาอยู่ที่ 1.6 นักประชากรศาสตร์ได้ประเมินว่าจีนจำเป็นต้องมีอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ 2.1 เพื่อรักษาสมดุลประชากรให้คงที่

ผู้นำที่ตระหนักว่าการดำเนินตามนโยบายลูกคนเดียวกำลังจะนำไปสู่ความไม่ได้อะไรมีเพียงแต่จะสร้างปัญหามากมายในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมีประชากรสูงอายุที่ไม่มีใครดูแลพวกเขาเพราะว่าพวกเขามีลูกเพียงคนเดียว ต่างจากการที่มีลูกหลายคนหรือมีครอบครัวขยายซึ่งก็ยังจะพอมีคนที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุได้ แล้วหลังจากนั้นประชากรสูงอายุเหล่านี้จะกลายเป็นตัวรั้งความทะเยอทะยานของคนวัยหนุ่มสาว แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ประชากรวัยทำงานของจีนเริ่มมีจำนวนลดลง โดยเริ่มลดลงมาตั้งแต่ปี 2012 นั่นหมายความว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกกำลังสูญเสียแรงงาน ภายในปี 2025 ประเทศจีนจะมีประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี จำนวน 316 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่เกือบจะเท่ากันกับประชากรทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

ส่วนทางด้านญี่ปุ่น จำนวนประชากรได้ลดลงตั้งแต่ปี 2010 ในปลายศตวรรษนี้  สหประชาชาติคาดการณ์ว่าประชากรของญี่ปุ่นจะลดจาก 127.1 ล้านคน ไปเป็น 83 ล้านคน ซึ่งนอกเหนือไปจากวิกฤติด้านประชากรแล้วยังส่งผลต่อเรื่องวัฒนธรรม

วัฒนธรรมการเคารพผู้อาวุโสในญี่ปุ่นได้ลดทอนความยืดหยุ่นของผู้คนวัยแรงงานที่อ่อนกว่า มันเป็นโครงสร้างที่ค่อนข้างมีข้อจำกัดเอามาก ๆ รวมถึงโอกาสในการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในภาคแรงงานก็มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน

The Countries Most At Risk Of Population Collapse

หลายประเทศในสหภาพยุโรปต่างก็มีปัญหาประชากร รัฐบาลเยอรมนีคาดว่าประชากรราวหนึ่งในสามจะมีอายุมากกว่า 65 ปี ภายในปี 2060 เยอรมนีเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปจำเป็นต้องหาประชากรวัยแรงงานเพิ่มมากขึ้น ส่วนประชากรที่กำลังทำงานอยู่ในตอนนี้อาจต้องเตรียมตัวทำงานนานกว่าเดิมและเกษียณช้าลง

สามในสี่ของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก็ได้แก่ จีน ญี่ปุ่นและเยอรมนี ต่างก็กำลังเผชิญกับความท้าท้ายครั้งใหญ่เรื่องประชากร ทางเลือกต่าง ๆ ที่พวกเขานำมาใช้แก้ปัญหาก็คือการเพิ่มภาวะเจริญพันธุ์ การเปิดรับผู้อพยพจำนวนมาก รวมถึงการยืดเวลาการเกษียณอายุการทำงานออกไป ซึ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าพวกเขาจะยังคงอยู่ท่ามกลางการเป็นชาติมหาอำนาจในอีกหลายทศวรรษต่อจากนี้ได้หรือไม่

.........................................
ร่วมสนับสนุนการทำเนื้อหาได้ที่
SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี : HEROTHAILAND.COM บัญชี : ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี : 667-265599-4
สามารถกดไลค์ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้กันได้ครับ