ข่าวสารหนังสือต่างประเทศ

ห้องสมุดกับเรื่องราวในชีวิต

หลายคนคงจะคิดว่าบัตรห้องสมุดใบแรกของฉันมาจากการที่พ่อแม่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูก แต่ไม่ใช่เลย สำหรับครอบครัวเรา การเลือกหนังสือต้องผ่านการพินิจพิจารณาจากผู้นำศาสนาและหลักสูตรบ้านเรียนตามแบบแผนของชาวคริสเตียนเสียก่อน อาจจะโชคดีอยู่บ้างที่แม่ของฉัน เธอเป็นแม่บ้านที่ทำงานบ้านและมีเวลาอยู่กับลูกทั้งวัน ดังนั้นในบางเวลาเธอจะพาฉันและลูกพี่ลูกน้องไปที่ห้องสมุด ซึ่งขากลับแขนของฉันก็จะต้องอุ้มหนังสือหมวดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้อ่านอยู่เต็มไปหมด นั่นก็คือ หนังสือเกี่ยวกับการดูแลม้า ! ตัวฉันเองไม่เคยเรียนขี่ม้าแต่ฝันไว้ว่าอยากจะเป็นเจ้าของม้าสักตัว ฉันกวาดสายตามองดูรูปทุกรูป หนังสือทุกเล่มในหมวดหมู่ของสัตว์ที่มีในห้องสมุด แม้แต่หนังสือที่มีเนื้อหาเกินกว่าที่ฉันจะเข้าใจในตอนนั้น เหตุการณ์ดำเนินไปแบบนี้ จนไม่เหลือหนังสือในหมวดดังกล่าวให้อ่านอีกแล้ว

การเดินทางของหนังสือเก่า

ก่อนหน้านี้ฉันเคยเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบการกางแบะหนังสือออก เพราะมันทำให้สันหนังสือย่นหรือเป็นรอยยับได้ง่าย มันดูไม่สวยเวลาที่เราเอาใส่เข้าไปในชั้น แต่พักหลังมานี้ฉันกลับไม่คิดอะไรมาก เพราะว่าหนังสือที่ซื้อมาช่วงหลัง ๆ นี้จะเป็นหนังสือมือสองเสียส่วนใหญ่ซึ่งแน่นอนว่ามันมีร่องรอยของการใช้งานติดมาด้วยอยู่แล้วและไม่ได้มีแค่เรื่องสัน ปกหน้าก็มีรอยถลอก รอยฉีกขาด หรือเจอคนที่อ่านหนังสือแล้วชอบพับขอบหน้ากระดาษลงขอบ ซึ่งในตอนนี้ฉันรับได้

ต้องการ ISBN ไปทำไม

อีกเหตุผลหนึ่งที่เราจำเป็นต้องมี ISBN ให้กับหนังสือของเราก็เพราะว่า เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตีพิมพ์หนังสือเล่มดังกล่าว สมมติว่าถ้าเราเอาหนังสือของเราไปฝากขายกับเว็บไซต์อย่าง Amazon หรือ Lulu  บริษัทเหล่านี้เขาก็จะแจกหมายเลข ISBN ให้เราฟรี ซึ่งถ้าเรามีงบประมาณจำกัด มันก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่เวลาหนังสือของเราเข้าไปในฐานข้อมูล ในส่วนของสำนักพิมพ์ก็จะเป็นชื่อ Amazon แทน

AI ของเราอยู่ตรงไหน

เรื่องนี้สรุปง่าย ๆได้คือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มันก็เหมือนเรามีเขตอุตสาหกรรมนั้นแหละ แต่ที่ยิ่งกว่าคือ อย่างซิลิคอนวัลลีย์ เด็กเก่ง ๆ คนเก่ง ๆ จากทั่วโลกก็อยากไปทำงานที่นั่นเพราะฟิลล์ อารมณ์การแข่งขัน ความแอคทีฟ มีชีวิตชีวา มันทำให้เขาเก่งขึ้น แถมเงินดีมาก ขณะเดียวกัน บริษัทต่าง ๆ ที่เคยเปิดอยู่รัฐอื่น ต่างก็พบประสบการณ์ที่ว่า การหาโปรแกรมเมอร์เก่ง ๆ แถวบ้านสักคน ทำงานสามเดือน เทียบกับโปรแกรมเมอร์ที่ซิลิคอนวัลลีย์ ทำสองอาทิตย์ ! แล้วการทำโปรแกรมขาย คุณต้องแข่งขันเรื่องความเร็วในการออกสินค้าใหม่ ๆ ความเร็วในการให้บริการ แล้วถ้าเกิดโปรแกรมมีปัญหาไม่สามารถออกวางจำหน่ายได้ตามกำหนด เงินที่เข้าบริษัทก็ช้าลง ดอกเบี้ย ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ..... รวมถึงเมื่อช้า ลูกค้าก็ไปซื้อของบริษัทอื่นมาใช้ ....... ก็จบกัน

ตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ

คือเราจะมีเรื่องแบบนี้ให้ตัดสินใจนับไม่ถ้วนในแต่ละวัน บางเรื่องก็เป็นเรื่องสำคัญแต่อีกหลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่เสียเวลาคิดโชคไม่ดีที่นักวิจัยค้นพบว่า ในฐานะมนุษย์ ความสามารถของเราในการตัดสินใจได้ดีอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างจำกัดหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเวลาที่เราใช้สมองคิดตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในตอนเช้า อย่างเช่น เช้านี้จะกินอะไรดี เราก็จะค่อย ๆ ตัดสินใจเรื่องอื่นๆ ถัดมา ลดประสิทธิภาพลง เราเรียกสิ่งนี้ว่า ความล้าของการตัดสินใจ

การทำงานเป็นทีม คืออะไร

มาร์ตี้ เดอร์ จอง เล่าเรื่องการทำงานให้เราฟังว่า การทำงานในแต่ละวันนั้น เขามักจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เรามักจะเรียกกันว่า “ทีม” และทุกคนมักจะขอร้องให้เขาทำหน้าที่เป็นเหมือนทีมโค้ช มันเหมือนกับว่า ในแต่ละวันคุณจะต้องอยู่ในทีมใดทีมหนึ่งอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าคุณอาจจะทำอาชีพอิสระ มีงานพิเศษเฉพาะทาง แต่คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของทีมอยู่ดี ทีมเหมือนเป็นเจ้าของปัญหา เป็นผู้ถ่ายทอดความทะเยอทะยาน เป็นกลุ่มคนที่ต้องการให้คนอื่น ทำงานร่วมกันจนประสบความสำเร็จ โดยทีมมักจะต้องพึ่งพากันสูง

ทำไม อีลอน มัสก์ ถึงเก่ง ?

อีลอน มัสก์ เคยพูดไว้ว่า “คุณไม่รู้อะไรในสิ่งที่คุณไม่รู้ แต่คุณรู้ว่ามันมีสิ่งเหล่านั้นอยู่” ในชีวิตการทำงานของเขา อีลอนร่วมทุนทำบริษัท PayPal ผู้รับชำระเงินออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำบริษัท Tesla สร้างจรวดและผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ประสบการณ์ของเขาครอบคลุมตั้งแต่วิทยาศาสตร์เรื่องจรวด วิศวกรรม ฟิสิกส์ และปัญญาประดิษฐ์ไปจนถึงพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานแบบอื่น ๆ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในหลาย ๆ เรื่อง แล้วยังสามารถนำความรู้ที่มีไปประยุกต์ไปใช้ได้ทันที นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาสามารถสร้างธุรกิจที่เปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมขึ้นมาได้ เขาเป็นผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ มีความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า เป็นคนที่อ่านหนังสือเพื่อที่จะเป็นผู้นำ “Read to Lead”

ดาวน์โหลด ebook ฟรีแลกกับอีเมล์

ในโลกของธุรกิจ ทุกอย่างมีต้นทุน ไม่มีอะไรฟรี การเขียน ebook ก็มีต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล นำมาเรียบเรียง ขัดเกลา แทรกรูปภาพ จัดหน้า วางเลย์เอาท์ ให้บรรณาธิการตรวจสอบ แล้วก็ต้อง upload ขึ้นเซิร์ฟเวอร์ เปลืองแบนด์วิธอีก แล้วนี่ยังไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าตัวคนเขียน และอีกจิปาถะ…. เอามาให้ดาวน์โหลดอ่านได้ฟรี ขอเพียงแค่แลกกับอีเมล์ของเรา ทำไมถึงคิดว่าทำแบบนี้แล้วคุ้มกับต้นทุนที่ทำ ebook ทำไมไม่ทำขายไปเลย จะขายถูก ขายแพงก็ค่อยว่ากันอีกที แต่นี่เอามาแลกกับการได้อีเมล์ของเรา ?