admin

Advertismentspot_img

เกิดอะไรขึ้นกับยางรถยนต์เก่า

หากยางเหล่านั้นยังคงจมอยู่ก้นทะเลมันก็คงไม่เป็นอะไร แต่ลองทายดูสิ ว่าเกิดอะไรขึ้น ยางเหล่านั้นเคลื่อนลอยไปตามกระแสน้ำที่พัดพา ถูกลากไปด้วยพายุ คลื่นใต้น้ำทำให้ยางขูดขีดไปกับแนวปะการังของจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ กลายเป็นว่ายางทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวทำลายปะการังไปเสียอย่างนั้น ปะการังนอกจากต้องเผชิญกับมลภาวะต่าง ๆ  การก่อสร้างตามแนวชายฝั่ง อุตสาหกรรมประมง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังต้องมาเจอความเสี่ยงจากการลอยมาขูดขีดของยางรถยนต์เพิ่มเข้าไปอีกด้วย ! ยางรถยนต์มีการย่อยสลายที่ช้ามาก แต่อย่าคิดว่าไม่มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เพียงแค่การฝังกลบในดินที่ชื้นแชะหรือริมน้ำสามารถนำไปสู่การรั่วไหลของสารพิษและโลหะหนักออกไปปนเปื้อนกับแหล่งน้ำใต้ดินได้ เพียงแค่ลองคิดว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหนหากยางเก่าเหล่านี้สัมผัสกับน้ำทะเลโดยตรงและสิ่งมีชีวิตทุกอย่างต่างก็ต้องพึ่งพาทะเลอยู่ตลอดเวลา น้ำทะเลเกิดการปนเปื้อนหรือเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นยางเริ่มเปื่อยยุ่ยก็จะปล่อยสารพิษและโลหะหนักเข้าสู่น้ำโดยรอบ เศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของยางที่สัตว์น้ำกินเข้าไปก็เป็นอันตรายได้

โลกที่กำลังขาดแคลนทราย อะไรนะ !!

ทรายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ต่างจากน้ำมันหรือว่าทองแดง ทองคำ สิ่งของรอบตัวเรามีมากมายที่มีทรายเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นทรายจึงมีความสำคัญ ถึงแม้ว่าเราสามารถพบเจอทรายได้แทบจะทุกประเทศบนโลกนี้แต่เชื่อไหมว่าเราอาจต้องเผชิญกับภาวะการขาดแคลนทรายในไม่ช้า ทรายนั้นเป็นทรัพยากรที่ถูกใช้เป็นวัตถุดิบมากที่สุดในโลกรองจากน้ำเมื่อคำนวณจากปริมาณ มากกว่าน้ำมันดิบเสียอีก นอกจากทรายจะถูกใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างแล้ว ยังใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างเช่น ระบบกรองน้ำ หรืออย่างทางด้านปิโตรเคมี ทรายถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ Hydraulic Fracking ที่จะใช้การฉีดน้ำผสมสารเคมีและทรายจำนวนมากลงไปใต้ดินเพื่อให้ชั้นหินแตกออก ทำให้ได้ก๊าซกับน้ำมันไหลซึมผ่านออกมา นอกจากนั้นแล้วทรายยังถูกนำมาใช้ในการผลิตกระจกหน้าต่าง หน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ชิป อีกด้วย พูดง่าย ๆ คือ เราใช้ทรายในการผลิตเกือบจะทุกสิ่งอย่าง ดังนั้นหากเกิดการขาดแคลนทราย ..... จะเป็นอย่างไร ?

การทูตกับดักหนี้ ดีหรือไม่ดี ?

โดยทั่วไปแล้วจีนจะเริ่มต้นจากการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับประเทศอื่น ๆ เพื่อที่ในที่สุดจะได้กลายมาเป็นผู้บริหารธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น มัลดีฟ ที่จีนได้เปลี่ยนเงินกู้ก้อนใหญ่ให้กลายเป็นอิทธิพลทางการเมือง รวมถึงการเข้าถือครองเกาะเล็ก ๆ ในราคาถูกแถบ Indian Ocean Archipelago แต่มัลดีฟต่างจากประเทศอื่นที่มีหนี้เงินกู้จีนอยู่สูง มัลดีฟยังหนีรอดจากกับดักหนี้ได้ เนื่องจากได้รับเงินช่วยเหลือจากอินเดียจำนวน 400 ล้านเหรียญฯ ( ถ้าอินเดียไม่ช่วยแล้วจีนมาสร้างฐานทัพเรือแถบนั้น อินเดียก็ลำบากใจเช่นกัน ) จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีมุมมองด้านลบต่อจีนเพิ่มมากขึ้น ประเทศต่างๆ เริ่มไม่ไว้ใจจีน รวมทั้งโครงการ BRI (Belt and Road Initiative) ต่าง ๆ อีกหลายโครงการยังคงไม่ได้รับเงินมาดำเนินโครงการ ส่งผลให้จำนวนโครงการใหม่ ๆ เริ่มลดลง ทางด้านปากีสถานก็ได้ให้สิทธิพิเศษกับจีน ควบคู่ไปกับการยกเว้นภาษี (tax holiday) เพื่อบริหารจัดการ Gwadar port เป็นเวลา 40 ปี โดยรายได้จากท่าเรือดังกล่าวจะตกเป็นของจีน 91%  

รีไซเคิลอย่างไร ขยะพลาสติกถึงไม่ลด

สถิติเมื่อไม่กีปีมานี้พบว่าเพียงแค่ระยะเวลาไม่ถึง 30 นาที น้ำอัดลมรายใหญ่ของโลกที่บรรจุขวดพลาสติกก็มียอดขายทั่วโลกรวมกันไปแล้วกว่า 13 ล้านขวด !! ในขณะที่สายพานการผลิตภายน้ำอัดลมบรรจุขวดพลาสติกจากโรงงานเพียงแห่งเดียวที่กำลังเดินเครื่องมาแล้วสองชั่วโมงครึ่งผลิตไปแล้วจำนวน 86,340 ขวด ซึ่งหมายถึงกำลังการผลิตตีเป็นตัวเลขคร่าว ๆ ก็คือ 10 ขวดต่อวินาที! และนี่เป็นเพียงแค่จากสายพานการผลิตเพียงสายการผลิตเดียวจากโรงงานเพียงแห่งเดียวและในประเทศเดียวเพียงเท่านั้น !!! แล้วหากคิดรวมกันทั้งโลกจะมหาศาลขนาดไหนกัน เมื่อมีขวดพลาสติกใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ขวดพลาสติกที่ใช้แล้วกลายเป็นขยะถูกทิ้งขว้างก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากนั้นเมื่อขยะพลาสติกเพิ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนก็เริ่มคิดถึงการรีไซเคิล เพราะหวังว่าการรีไซเคิลจะเป็นทางออกของปัญหาทุกอย่าง

เกาะขยะ Great Pacific Garbage Patch

ในปี 1988 ได้มีการค้นพบสิ่งมหัศจรรย์(ในทางไม่ดี)ของโลก นั่นก็คือ Great Pacific Garbage Patch (GPGP) หรือแพขยะขนาดใหญ่ ซึ่งจนถึงตอนนี้แพขยะที่ว่า ได้กลายเป็นเกาะขยะแล้ว เนื่องจากกินพื้นที่ราว 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่เกือบสองเท่าของรัฐเท็กซัส หรือใหญ่เป็น 3 เท่าของประเทศฝรั่งเศส มีขยะโดยเฉพาะพวกพลาสติกลอยเกาะกลุ่มกันกว่า 1.8 ล้านล้านชิ้น!! มากกว่าดวงดาวในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกถึง 10 เท่า และที่มหัศจรรย์ว้าวกว่าเดิมคือ มันไม่ได้มีแพขยะหรือเกาะขยะแบบนี้แค่เพียงแห่งเดียว แต่มีทั้งหมด 5 แห่ง กระจายอยู่ในมหาสมุทรทั่วโลก !! ท่ามกลางกองขยะกลางทะเลเหล่านี้ครึ่งหนึ่งของขยะได้แก่พวกเศษอวน เอ็นเบ็ดตกปลา ซึ่งก็มาจากอุตสาหกรรมประมงที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือก็จะเป็นพวกพลาสติกอย่างขวดน้ำ ถุงพลาสติกประเภทต่าง ๆ ขยะจากบนบกมันไปอยู่กลางทะเลลึกไกล ๆ แบบนั้นได้อย่างไรกัน ? แถมเยอะด้วย ไม่ใช่แค่ขวดลอยน้ำชิ้นสองชิ้น หรือว่ามีเรือเก็บขยะขนมันไปเททิ้งกลางทะเลหรือเปล่า ?

อุณหภูมิส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยหรือ (3/3)

ไม่มีตัวอย่างไหนจะทำให้เห็นภาพได้ดีเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรป ซึ่งชาวยุโรปนั้นโชคดีมากพอที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายรวมทั้งสภาพแวดล้อมก็เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีบางอย่างที่ทำให้พวกเขาก้าวขี้นมาสู่ความมั่งคั่งและขยายอิทธิพลก่อนใครตั้งแต่ยุคแรก ๆ ซึ่งในที่สุดแล้วความก้าวหน้าดังกล่าวก็ได้นำให้ประเทศในแถบยุโรปสามารถล่าอาณานิคมไปได้ทั่วโลก นักล่าอาณานิคมชาวยุโรปจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลหรือมอบอำนาจให้ผู้ปกครองที่พวกเขาเลือกขึ้นมา ปล้นดินแดนที่เต็มไปด้วยทรัพยากร แล้วเมื่อไม่ต้องการมันอีกต่อไป ก็ทิ้งประเทศดังกล่าวให้อยู่ในความโกลาหล ภาวะสุญญากาศทางอำนาจซึ่งในท้ายที่สุดก็มักจะจบลงด้วยการขึ้นมาครองอำนาจของผู้นำทรราชย์ และไม่แปลกใจเลยที่จะตามมาด้วยประเทศต่าง ๆ ในเขตร้อนที่เคยตกเป็นอาณานิคมจะมีการต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อหาจุดสมดุลที่มีเสถียรภาพหลังจากที่ได้กลายเป็นประเทศเอกราชแล้ว ซึ่งการที่ปราศจากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพแล้วเศรษฐกิจก็ไม่อาจเติบโตได้

อุณหภูมิส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยหรือ (2/3)

มนุษย์ทุกคนล้วนมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมและการเติบโต กลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตหนาวไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันก็ไม่ได้ถือว่าพวกเขามีความฉลาด แข็งแรงหรือมีทรัพยากรมากว่าคนในแถบร้อน ไม่ว่าจะวัดด้วยมาตรฐานไหนก็ตาม  มีหลายเหตุผลที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปกลายมาเป็นประเทศมหาอำนาจและล่าอาณานิคมได้มากมายด้วยอาศัยสองสิ่งต่อไปนี้ นั่นก็คือ ประการแรกทรัพยกรธรรมชาติที่พวกเขามีและอย่างที่สองคือการที่ต้องดิ้นรน ตัวอย่างเช่น หลักการคำนวนทางคณิตศาสตร์มากมายที่เราใช้กันทุกวันนี้ก็มาจากพื้นที่เขตร้อนที่สุดในตะวันออกกลาง ส่วนดินปืนที่ทำให้ชาวยุโรปสามารถทำลายล้างวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นนั้นก็มาจากจีน ผลผลิตทางการเกษตรอย่างข้าวโพด มันฝรั่งและช็อคโกแลตนั้นพื้นเพต่างก็เริ่มต้นมาจากอเมริกาใต้ แต่หลังจากที่ทรัพยากรเหล่านี้ พืชพันธุ์เหล่านี้ถูกนำไปเพาะปลูกในยุโรปและเจริญเติบโตได้ดีเป็นเวลานานหลายศตรรษ ความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเห็นผล

อุณหภูมิส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยหรือ (1/3)

นักวิจัยที่ MIT ได้ทำการศึกษาลงลึกไปอีกขั้นด้วยการศึกษาถึงประเด็นที่ว่าอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นในแต่ละปีนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้หรือไม่ ซึ่งผลการศึกษาพบว่าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยเพียง 1 องศาเซลเซียสมีความเกี่ยวข้องกับการส่งผลให้ GDP ต่อหัวลดลง 1.1% ดังนั้นแล้วหากมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นฉับพลันก็อาจส่งผลเสียที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจได้ เมื่อลองสืบค้นไปในอดีตก็พบว่ามีบางอย่างที่น่าประหลาดใจ สิ่งที่อดีตต่างจากปัจจุบันก็คือ ประเทศมหาอำนาจและมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจรวมถึงจักวรรดิต่างๆ ทั่วโลกต่างก็มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าบริเวณอื่น ๆ ของโลก

admin

Advertismentspot_img