กดฟังบทความ

 

ตัวเลขล่าสุด ยอดขาย ebook ได้เข้าสู่ระดับคงที่ ช่วงระหว่าง 20% ถึง 25% ของตลาดหนังสือ  การปิดตัวลงของร้านหนังสือยักษ์ใหญ่อย่าง Borders ในปี 2011 เป็นสัญญาณเตือนถึงหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ผลที่ตามมากลับกลายเป็นว่าได้เพิ่มยอดขายให้กับร้านหนังสือขนาดเล็ก

และในขณะที่ร้านหนังสืออิสระที่อาศัยกำไรเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับยอดขายของยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และ Barnes and Noble กลับมีบทบาทสำคัญว่าสำคัญว่าเป็นสิ่งที่นำผู้อ่านไปยังตัวหนังสือและนักเขียน

และจากการยอมยุติคดีในการสมรู้ร่วมคิดกันตรึงราคา ebook ของสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั้งห้าแห่งที่ร่วมมือกับ Apple โดยยินยอมจ่ายค่าชดเชยนั้น มองในแง่หนึ่งก็เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคจำนวน 92%  ของส่วนแบ่งการตลาดที่เป็นของ Amazon !!! ขณะเดียวกันก็เป็นการตัดกำลังผู้ขายหนังสือหน้าใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดเช่นกัน

 

ความสามารถในการชักชวนผู้อ่านให้ลองอ่านหนังสือเล่มใหม่  ๆ นั้น เราเรียกว่า “hand-selling” ซึ่งวิธีนี้ไม่สามารถใช้การตลาดออนไลน์เลียนแบบได้ง่าย ๆ เหมือนที่จะบอกว่า “ผู้ที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ก็จะซื้อหนังสือ xxxx ด้วย”  ดังเช่นที่เราเห็นลิงค์ในเว็บไซต์ขายของออนไลน์และน่าประหลาดใจเพราะว่าช่วยเพิ่มยอดขายได้เพียงน้อยนิด  การทำการสำรวจตลาดได้แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อหนังสือส่วนใหญ่มาที่ Amazon หลังจากที่พวกเขารู้แล้วว่าจะซื้อหนังสืออะไร ! และแทบจะไม่เคยคลิ๊กต่อไปยังหนังสือที่ Amazon แสดงขึ้นมาในส่วนของหนังสือแนะนำ ด้วยเหตุผลนี้และอาจจะอีกหลาย ๆ เหตุผล ได้ทำลายความกลัวในหัวใจของสำนักพิมพ์และนักเขียนให้มลายหายไปหมดแล้ว ..

Sargent ซีอีโอแห่ง Macmillan เชื่อว่า “เดี๋ยวนี้ผู้คนต่างตระหนักดีแล้วว่าพวกเขาต้องการสนับสนุนร้านหนังสือในท้องถิ่นหากไม่เช่นนั้นแล้วจะปล่อยให้ร้านหนังสือเหล่านี้เลิกกิจการไปงั้นหรือ ?” บางทีการปิดตัวร้านหนังสือสาขาต่าง ๆ ของ Borders อาจช่วยทำให้สิ่งนี้กลายเป็นจริง หรือมันอาจเป็นไปได้ว่าจำนวนสาขาของร้านหนังสือขนาดใหญ่ลดลง อย่างที่ Barnes and Noble เองก็ลดจำนวนสาขาลง เป็นเพียงการส่งต่อลูกค้าไปยังร้านหนังสือขนาดเล็กใกล้บ้าน

 


 ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอะไรก็ตาม  ร้านหนังสือขนาดเล็กปรับตัวได้ดีขึ้น  Steve Bercu ซึ่งเป็นประธานคนใหม่ของสมาคมผู้ขายหนังสือแห่งอเมริกา กล่าวกับฝูงชนว่า  “นับเป็นปีทองที่สามติดต่อกันแล้วในประวัติศาสตร์ของร้าน” แม้ว่ายังต้องทำงานหนักต่อเนื่องไปอีกก็ตามเพื่อเป็นการพิสูจน์ถึงคุณค่าที่พวกเขามีต่อชุมชนโดยการจัดงานและการร่วมมือกับโรงเรียน Bercu กล่าวว่า “ไม่มีเหตุผลที่ใครก็ตามต้องออกจากบ้านของพวกเขาเพื่อมาที่ร้านของผมเพียงเพื่อจะซื้อหนังสือสักเล่ม ดังนั้นคนในแวดวงหนังสือต้องเน้นไปที่การสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับร้านหนังสือของตน

และจากการตั้งหัวข้อว่า “ผู้ที่มี Kindle จะอ่านหนังสือมากขึ้นจริงหรือ ? ”  Michael Norris  นักวิเคราะห์อาวุโสที่ Simba Information ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยสื่อและสิ่งพิมพ์อิสระ อธิบายว่า “ผู้คนเลือกซื้อเครื่องอ่าน ebook เนื่องจากพวกเขาอ่านหนังสือมากอยู่แล้วไม่ใช่ว่ามีเครืองอ่าน ebook  แล้วจะทำให้อ่านหนังสือมากขึ้น  เมื่อพวกเขาซื้อเครื่องอ่าน ebook แล้วเท่ากับว่าพวกเขามีความรับผิดชอบที่ต้องอ่านแต่การซื้อเครื่องอ่าน ebook ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องอ่านหนังสือมากขึ้นกว่าเดิม”

ยิ่งไปกว่านั้น “ผู้คนจำนวนมากต่างก็มีความสัมพันธ์กับทั้งหนังสือตัวเล่มและ ebook  โดยจากการวิจัยของ Simba พบว่า ในปี 2012 ราวหนึ่งในสามของผู้มี  Kindle ใช้เงินมากกว่า 50 เหรียญฯ เพื่อซื้อหนังสือตัวเล่ม และหนึ่งในสี่ของผู้ใช้ Kindle ซื้อหนังสือตัวเล่มที่ร้านหนังสือขนาดเล็กในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา”

.........................................
หากถูกใจบทความดังกล่าว สามารถกดไลค์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้กันได้นะครับ
ร่วมสนับสนุนการทำเนื้อหาได้ที่
SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี : HEROTHAILAND.COM บัญชี : ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี : 667-265599-4