e-book จะกลายเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์

บทความชิ้นนี้ อ้างอิงจากงานเขียนของ Michael Grothaus

readmillในอนาคต e-book จะทำตัวเป็นเหมือนกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ เราจะอ่าน e-book กันบนโทรศัพท์ แบ่งปันและแสดงความคิดเห็นได้ทันทีผ่าน app ที่ใช้ในการอ่าน e-book และสำนักพิมพ์จะใช้ข้อมูลของเราเพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจทำการตลาดได้ดีขึ้น

Michael Grothaus  บอกว่า “ผมจะเลิกอ่านหนังสือเล่มก็ต่อเมื่อตายแล้วเท่านั้น”

นี่คือสิ่งที่ผมบอกกับใคร ๆ เวลาที่ถูกถามว่าผมใช้เครื่องอ่าน e-book อันไหนอยู่ ในฐานะที่เป็นผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยี นักเขียนและคนเขียนนวนิยาย พวกเขาต่างคาดหวังว่าผมจะต้องเป็นเจ้าของเครื่อง Kindle รุ่นล่าสุดหรือเป็นสาวกของ iBooks และคนส่วนมากดูเหมือนจะตกใจจริง ๆ เมื่อผมตอบว่าผมชอบอ่านหนังสือตัวเล่ม

เหตุผลที่ผมชอบอ่านหนังสือตัวเล่มมากกว่านั้น ก็คงไม่ต่างจากที่คนอื่นๆ ได้พูดไป คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั่นแหละ และหนังสือตัวเล่มยังเป็นเหมือนเครื่องประดับบนชั้นหนังสือหลังจากที่คุณได้ซึมซับเอาเนื้อหาใจความถ้อยคำที่สุดแสนวิเศษจากมันเข้าไปแล้ว

แต่ในขณะเดียวกัน การที่ผมเป็นผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยี ผมเองก็รู้ดีว่า วันหนึ่งก็ต้องถูกลากเข้าไปอยู่ในบริบทของ e-book ไม่ว่าผมจะชอบหรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ก็อาจต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่มีหนังสือเรื่องใหม่ ๆ แบบตัวเล่มให้อ่านอีก นั้นคือเหตุผลว่าทำไมผมเองต้องมานั่งคุยกับ Henrik Berggren ซีอีโอของบริษัทผู้ผลิต app Readmill ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในขณะนี้

…..  …. ….

 

จากการพูดคุยกับเขา ผมเกิดการเปรียบเทียบส่ิงที่ Readmill กำลังวางแผน ซึ่ง e-book ในวันนี้อาจจะหายวับไปเหมือนกับม้วนหนังสือกระดาษยุคก่อนก็เป็นได้  ในอนาคต e-book  กำลังจะกระจายตัวออกไปมากกว่าแค่เพียงเรื่องราวเนื้อหาของมัน และจะกลายเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์เฉพาะกลุ่มที่เราสามารถถกเถียงกันถึงเนื้อหาบางท่อนบางตอนที่เราชอบกับผู้อ่านคนอื่น ๆ รวมถึงนักเขียนและสำนักพิมพ์ที่อาจซื้อข้อมูลของเราเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจได้ดีมากขึ้น  การอ่านที่เราเคยรู้จักจะเปลี่ยนแปลงไปในไม่ช้าและตลอดไป…

 

หนังสือแต่ละเล่มจะมีเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเอง

Readmillผมเริ่มต้นบทสนทนากับ Berggren ชายที่เดิมพันอนาคตของเขาไว้กับการสร้าง app อ่านหนังสือที่สุดยอด การที่ผมบอกกับเขาว่าผมเองไม่ใช่คนที่ใช้เครื่องอ่าน e-book  อย่างเช่น Kindle หรือ iBooks ที่มีบนอุปกรณ์ iOS รวมทั้งซอฟท์แวร์สำหรับอ่านหนังสือ e-book อื่นๆ ด้วย คุณต้องคิดว่าเขาต้องเครียดและตั้งแง่กับผมอย่างแน่นอน  แต่เปล่าเลย เขากับยิ้มและพยักหน้ายอมรับในสิ่งที่ผมบอกเขาไป

“เหตุผลที่ผมและผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนคือ David Kjelkerud เริ่มต้นทำ Readmill ในปี 2011 เป็นเพราะว่าเราคิดว่ามีคนจำนวนมากที่กำลังสร้างแพลทฟอร์มการอ่านเหล่านี้ยังไม่ถูกทาง เขาอธิบายว่า “ตอนที่เราเริ่มทำกันนั้น ผู้นำตลาดก็คือ Kindle และ iBooks ทั้งสองรายสร้างระบบการจัดการเชิงลึก แต่การที่ทำเช่นนั้นทำให้ระบบขาดหลาย ๆ สิ่งไป”

ทั้ง Apple และ Amazon ต่างก็ออกแบบเครื่องอ่าน e-book โดยลอกแบบแนวความคิดของหนังสือที่มีมากว่า 2,500 ปี ให้เป็นเหมือนกับที่เก็บรักษาถ้อยคำต่าง ๆ ในตัวของมันเอง และสิ่งที่หายไปก็คือผู้อ่านจะแบ่งปันและถกเถียงเนื้อหากันผ่านออนไลน์ได้อย่างไรในโลกทุกวันนี้ ในขณะที่เครื่องอ่าน e-book ส่วนใหญ่ยอมให้คุณแบ่งปันเนื้อหาบางย่อหน้าหรือลิงค์ไปยังหนังสือที่คุณกำลังอ่าน เว็บไซต์อย่าง Goodreads ก็ทำให้คุณสามารถแบ่งปันกับผู้คนอื่น ๆ ได้ว่าคุณกำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่หรือได้อ่านเล่มไหนไปแล้วบ้าง รวมทั้งกำลังจะอ่านเล่มไหนต่อไป พร้อมทั้งให้สมาชิกสามารถพูดคุยกันถึงหนังสือเล่มที่พวกเขาสนใจได้ แต่สิ่งที่เลวร้ายคือ  app ต่าง ๆ เหล่านี้บังคับให้ผู้ใช้ขาดสมาธิไปด้วยการเปิดอินเตอร์เน็ตเวลาที่พวกเขาต้องการแบ่งปันเนื้อหา ทำให้มันยากที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังอ่าน

 

…..  …. ….

 

Berggren กล่าวว่า “เราคิดว่ามันมีแรงผลักดันอย่างมากในการนำส่ิงที่ Goodreads ได้ทำกับเครือข่ายสังคมออนไลน์มาใช้กับหนังสือ แต่เป็นการทำแบบเดียวกันสำหรับประสบการณ์การอ่านบนมือถือ ดังนั้นแทนที่เราจะต้องอ่านหนังสือแล้วคิดว่า “โอเค ถึงเวลาที่ฉันจะต้องไปที่ Goodreads ค้นหาหนังสือเล่มนั้น แล้วเพิ่มมันเข้าไปในประวัติของฉันพร้อมทั้งเขียนแนะนำหนังสือ” เราเพียงแค่ต้องการให้คุณแบ่งปันและแนะนำหนังสือจากด้านในตัวหนังสือเองเลย

ผลเป็นที่น่าประหลาดใจ Berggren และทีมงานออกแบบ Readmill app  เพื่อให้มีแต่คำและมีเพียงแค่คำเท่านั้นในทุกหน้า แต่ถ้าคุณหาบทความที่คุณชอบหรือประโยคสักประโยคที่ประทับใจ คุณสามารถเน้นสีในหน้านั้นและสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทันทีจากหน้านั้น ผู้ใช้รายอื่นของ Readmill ที่อ่านหนังสือเล่มเดียวกันจะมองเห็นความคิดเห็นของคุณและสามารถแสดงความคิดเห็นของพวกเขาลงไปได้ด้วย เป็นการพูดคุยกันผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่จริงใจ(อย่างแท้จริง) ภายในหนังสือ โดยที่ไม่ต้องออกจากหน้านั้น เครือข่ายสังคมออนไลน์ในหน้าหนังสือยังทำให้ผู้แต่งมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนทัศนคติกับผู้อ่านของเขา ทันทีที่เข้าสู่ขอบเขตของหน้าหนังสือ Berggren ได้ค้นพบบางอย่างทั้งสิ่งที่ผู้อ่านและผู้แต่งรัก และแน่นอนว่า ถ้าหากผู้อ่านไม่ต้องการเห็นความคิดเห็นของผู้อ่านคนอื่น ๆ พวกเขาก็เพียงแต่ปิดไม่ให้แสดงความเห็นเพียงแค่นั้นแล้วก็อ่านหนังสือของตนต่อไป…

Berggren กล่าวว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทอย่าง Apple และ Amazon ก็คือว่าพวกเขาเป็นบริษัทค้าปลีกด้วย พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ให้บริการการอ่านและสองสิ่งนี้มันต่างกันมาก มันเป็นความแตกต่างระหว่างชนิดของความเอาใจใส่ที่คุณมีและประสบการณ์อะไรที่คุณต้องการนำมันไปสู่ผู้ใช้งานของคุณ เราได้แยกตัวเองออกจากการขายหนังสือเพื่อที่ให้สามารถมุ่งเป้าไปที่ประสบการณ์ของสังคมออนไลน์ได้เต็ม  100%

 

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ e-book จะรายงานผลการตลาด รูปแบบไฟล์หนังสือหรือแม้กระทั่งการเขียน

Kindle

เนื่องจากว่า Berggren ตัดสินใจที่จะมุ่งไปที่การส่งเสริมการอ่านแทนที่จะขายหนังสือ Readmill จึงไม่ได้บริหารจัดการร้าน e-book ของตนเอง แต่มันกลับทำให้ผู้ใช้ง่ายต่อการที่จะนำ e-book จากที่ต่าง ๆ เข้ามาอ่านด้วย Readmill app ซึ่งรวมถึงไฟล์นามสกุล .epub .pdf และ ไฟล์ e-book ที่เข้ารหัส DRM ( Digital Right Management ) ไว้ ส่วนไฟล์ Kindle และไฟล์ Apple iBooks  ไม่สามารถนำมาเปิดอ่านได้เนื่องจากพวกเขาได้ล็อคให้ไฟล์ e-book ของพวกเขาเปิดได้เฉพาะกับแพลทฟอร์มที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น  ตัว Readmill app นั้น สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี โดยที่บริษัทจะหารายได้จากการขายข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากพฤติกรรมผู้ใช้งานให้กับสำนักพิมพ์

“ผู้แต่งและสำนักพิมพ์สามารถเข้าไปยังหน้าภาพรวมที่พวกเขาจะเห็นตัวเลขของหนังสือที่เฉพาะเจาะจงเพื่อดูว่ามีคนจำนวนเท่าไหร่ที่อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวจนจบ ใช้เวลาอ่านนานเท่าไหร่ และหากพวกเขาแนะนำหนังสือให้กับเพื่อน ๆ เขาแนะนำหรือแบ่งปันหนังสือไปแล้วกี่เล่ม”

ตามที่ Berggren ระบุ สำนักพิมพ์ในปัจจุบันพลาดโอกาสทางการตลาดมากมายในการที่จะช่วยนักเขียน เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่าที่ไหนหรือเมื่อไหร่กันที่ต้องใช้ความพยายามทางการตลาด ตัวอย่างเช่น สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ในอังกฤษบอกเขาว่าพวกเขาเพียงแต่รับผิดชอบหนังสือเฉพาะในลอนดอนเท่านั้น เนื่องจากพวกเขาได้รับสถิติยอดขายในแต่ละประเทศช้ามากและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปจนกระทั่งมันล่าช้าไปมาก

Berggren บอกว่า “นี่คือข้อบกพร่องอย่างใหญ่หลวงสำหรับผม ในการที่เราจะติดตามข้อมูลและวิเคราะห์ว่าผู้คนได้ใช้เวลาจริง ๆ ไปกับการอ่านหนังสือและกลุ่มผู้อ่านเป็นใครและพวกเขารู้สึกอย่างไร ดังนั้น จะเป็นอย่างไรถ้าหากว่าเราทำให้ผู้แต่งได้เจอกับกลุ่มผู้อ่านใน Edinburgh หรือ Liverpool หรือสถานที่อื่น ๆ ทั่วทั้งเกาะอังกฤษ ไม่ต้องพูดถึงอเมริกาซึ่งแน่นอนว่าเป็นประเทศที่ใหญ่มาก ๆ เพื่อที่เราจะได้ข้อมูลมากกมายที่สามารถนำมาประมวลผลให้กับนักเขียนเพื่อที่เขาจะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านได้มากยิ่งขึ้น”

Berggren ทำได้ดี แต่ในฐานะผู้สื่อข่าว ผมรู้ว่าการเน้นไปที่การวิเคราะห์อย่างมากนั้นบ่อยครั้งที่มีผลต่อบทความที่สำนักพิมพ์ดูแล หรือแม้แต้จะจัดการกับบทความเหล่านั้นอย่างไร คำถามก็คือ : ถ้าหากสำนักพิมพ์รู้ตัวเลขว่ามีผู้อ่านจำนวนมากกำลังหยุดอยู่ที่บางบทในหนังสือ หรือรีบเปิดผ่านไปโดยเร็ว  สำนักพิมพ์จะไม่ใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปสั่งปรับสไตล์การเขียนหรือเร่งให้นักเขียนออกหนังสือเล่มใหม่ของตน ? ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นผู้อ่านจะรู้สึกอย่างไรและจะได้อ่านงานแบบไหนกัน ?

…..  …. ….

 

[youtube]https://www.youtube.com/watch?v=7KTRUTG6LYM[/youtube]

เพื่อที่จะให้เข้าใจแอพพลิเคชั่นอื่น ๆ ที่ใช้เก็บข้อมูลจาก Readmill ผมถาม Berggren ถึงผลการทดลองที่น่าประหลาดใจที่เขานำเสนอในการประชุม Media Evolution ที่เมือง Malmo ประเทศสวีเดนเมื่อตอนต้นเดือนที่ผ่านมา  จากการรวบรวมข้อมูลของ app Readmill ในหลายเวอร์ชัน พบว่า เครื่องอ่าน e-book ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหาใช่อุปกรณ์ที่ถูกออกแบบอย่างดีมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะอย่าง Kindle หรือแท็บเล็ตอย่าง iPad ไม่ แต่กลับเป็นสมาร์ทโฟน !!

Berggren กล่าวว่า “เขาไม่เคยเชื่อในอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อทำอะไรเพียงอย่างเดียว เช่น Kindle ยุคแรก จะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง แต่เขาเชื่อว่าแท็บเล็ตที่ทำงานได้หลากหลายกว่าอย่าง iPad จะกลายมาเป็นอุปกรณ์การอ่าน e-book พื้นฐานที่คนส่วนใหญ่มี ไม่ใช่โทรศัพท์ อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของ Readmill พบว่า สมาร์ทโฟนไม่เพียงเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมในการอ่าน e-book เท่านั้นมันยังเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ผู้่อ่านผูกพันกับการอ่านได้ดีที่สุดอีกด้วย

“มันไม่เพียงแต่ว่าสมาร์ทโฟนมีหน้าจอขนาดเล็กเลยต้องใช้เวลาในการอ่านมากขึ้น หรือแม้แต่ลองคิดเรื่องขนาดหน้าจอ ผู้ใช้สมาร์ทโฟนอ่านหนังสือบ่อยกว่ามาก โดยเฉลี่ย พวกเขาอ่านหนังสือได้มาก เริ่มอ่านหนังสือได้มากกว่า และแบ่งปันข้อความในหนังสือได้มากกว่า รวมทั้งแสดงความคิดเห็นได้มากกว่า”  ข้อมูลเหล่านี้เป็นภาพที่ชัดเจนว่าคนมีความผูกพันกับหนังสือมากที่สุดก็คือคนที่อ่านหนังสือบนโทรศัพท์  !!

ในฐานะของคนรักหนังสือตัวเล่ม ทั้งหมดที่ผมคิดได้ก็คือ “เอ้าลองดู โทรศัพท์เหรอ? ก็ไม่เลวเสียทีเดียว มันก็คงเหมือนอย่าง Kindle หรือ  iPad”  ดังนั้นผมจึงตั้งคำถามในหัวว่า แล้วอะไรที่จะทำให้การอ่านบนสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น มันคงไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลว่ามันพกพาง่าย ดึงออกมาจากกระเป๋าได้ง่ายเวลาเราอยู่บนรถไฟหรือระหว่างรอพบใครสักคนเพียงแค่นั้น….

Berggren ส่งท้ายว่า “ในที่สุด สิ่งที่สะดวกสบายที่สุดจะเป็นผู้ชนะ อุปกรณ์อ่าน e-book ที่ดีที่สุดก็คือสิ่งที่คุณพกพาไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่ของโลกแล้วสิ่งนั้นก็คือโทรศัพท์”

 

 

.........................................
ร่วมสนับสนุนการทำเนื้อหาได้ที่
SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี : HEROTHAILAND.COM บัญชี : ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี : 667-265599-4